ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ค้นหา
ดู: 2404|ตอบกลับ: 11

ไตรภูมิพระร่วง

  [คัดลอกลิงก์]

254

กระทู้

23

เพื่อน

7404

เครดิต

ผู้นำกองทัพธรรม

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.1 Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.5

โพสต์เมื่อ 30-6-2011 21:24:49 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย promanee เมื่อ 2011-6-30 21:25

ไตรภูมิพระร่วง


254

กระทู้

23

เพื่อน

7404

เครดิต

ผู้นำกองทัพธรรม

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.1 Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.5

โพสต์เมื่อ 30-6-2011 21:26:26 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เรื่อง
ไตรภูมิพระร่วง


ผู้แต่ง พระมหาธรรมราชาที่ ๑ หรือพญาลิไททรงพระนิพนธ์ไตรภูมิพระร่วง ดังข้อความในบ้านแผนกของหนังสือว่า "เจ้าพระญาแลไทยผู้เป็นลูกแห่งเจ้าพญาลิไทยผู้เสวยราชสมบัติในเมืองศรีสัชนาลัยและสุโขทัย และเจ้าพญาลิไทย นี้ ธ เป็นหลานเจ้าพระญารามราช ผู้เป็นสุริยวงค์และเจ้าพระญาแลไทยได้เสวยราชสมบัติในเมืองศรีสัชนาลัยได้ ๖ เข้าจึงได้ไตรภูมิ

ไตรภูมิพระร่วง เดิมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เตภูมิกถา หรือ ไตรภูมิกถา ซึ่งต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอ กรมพระยาดำรงชารานุภาพทรงเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า ไตรภูมิพระร่วง เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย และเพื่อให้คู่กับสุภาษิตพระร่วง

ทำนองแต่ง เป็นความเรียงร้อยแก้ว

จุดมุ่งหมาย เพื่อทรงแสดงธรรมโปรดพระราชมารดาและสั่งสอนประชาชน ชี้ให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านตระหนักว่าดินแดนใน ๓ โลกที่เรียกว่า ไตรภูมินี้ แท้จริงแล้วไม่น่าอยู่เลย แม้ดินแดนบางแห่ง เช่น สวรรค์และอุตรกุรุทวีป ซึ่งเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยความสุข ความสบาย และความสะดวกนานัปการ กวีก็ชี้ให้เห็นว่ายังเป็นดินแดนที่ไม่จีรังยั่งยืนและไม่มีความคงทนถาวรอยู่ดี ผู้ที่เกิดและอยู่ในสวรรค์หรือในอุตรกุรุทวีปจำต้องตายและเกิดใหม่ตามกระแสแห่งบุญหรือกรรมที่ตนสร้างขึ้น หรืออาจเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่าก็เป็นได้ ดังนั้นกวีจึงชี้ให้เห็นคุณและโทษของโลกทั้งสามที่มีแต่การปรวนแปรหรือแปรเปลี่ยน เป็นโลกที่ไม่มีความแน่นอนและมีแต่อนิจจลักษณะ เพื่อชี้ให้มนุษย์หาทางหลุดพ้นไปจางโลกทั้งสามและไปอยู่ในโลกหรือภพภูมิที่มีความสุขนิรันดร โลกที่สงบสุขแห่งนี้ได้แก่ โลกุตรภูมิหรือนิพพานซึ่งอยู่เหนือกระแสแห่งการเวียนว่ายตายเกิด

254

กระทู้

23

เพื่อน

7404

เครดิต

ผู้นำกองทัพธรรม

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.1 Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.5

โพสต์เมื่อ 30-6-2011 21:27:43 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ไตรภูมิพระร่วงเป็นวรรณกรรมทางพุทธศาสนาที่กล่าวถึงภูมิ (แดน) ทั้งสาม คือ กามภูมิ รูปภูมิ และอรูปภูมิ
- กามภูมิ คือโลกของผู้ที่ยังติดอยู่ในกามกิเลส แบ่งออกเป็นดินแดน ๒ ฝ่าย และ แบ่งเป็นโลกย่อยๆ
๑๑ แห่ง ได้แก่
                 ๑. ทุติยภูมิ หรืออบายภูมิ ๔ ดินแดนฝ่ายไม่ดีหรือฝ่ายเสื่อม ประกอบด้วยโลกย่อยๆ ๔ แห่ง ได้แก่ นรกภูมิ เปรตภูมิ อสุรกายภูมิ และสัตว์ดิรัจฉานภูมิ
                 ๒. สุคติภูมิ คือ มนุสสภูมิ ๑ สวรรค์ ๖ ดินแดนฝ่ายดีหรือฝ่ายเจริญ ประกอบด้วยโลกย่อยๆ รวม ๗ แห่ง ได้แก่ มนุสสภูมิหรือโลกมนุษย์ ๑ แห่ง และสวรรคภูมิหรือฉกามาพจรภูมิ ซึ่งหมายถึง สวรรค์ ๖ ชั้น อัน ได้แก่ จาตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรติ และปรมนิมมิตวสัตตี
          -
รูปภูมิ
เป็นดินแดนของพรหมที่มีรูป มีทั้งสิ้น ๑๖ ชั้น ผู้มาเกิดต้องบำเพ็ญสมาธิจนได้ฌานสมาบัติ พรหมในชั้นเหล่านี้ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น พรหมทั้ง ๑๖ ชั้นนี้เรียกว่า โสฬสพรหม พรหม ๕ ชั้นสูงสุด คือพรหมตั้งแต่ชั้นที่ ๑๒ ๑๖ เป็นพรหมชั้นพิเศษที่เรียกว่า ปัญจสุทธาวาส เป็นที่เกิดของพระอนาคามี คือผู้ที่จะไม่มาสู่กามภูมิอีก ได้แก่    จตุตตถฌาณ ๗ ชั้น คือ เวหัปผลา อสัญญีสัตตา อวิหา อตัปปา สุทัสสา
            
        
-
อรูปภูมิ
เป็นดินแดนของพรหมไม่มีรูป มีแต่จิตหรือวิญญาณ แบ่งเป็น  ๔ ชั้น คือ อาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ  อากิญกัญจายตนะ เนวสัญญานาสัญยตนะ ตอนต่อไปได้กล่าวกถึงการกำเนิด และสภาพความเป็นไปแห่งหมู่ภูมินั้น ๆ อย่างละเอียดลออ ผู้ที่มาเกิดในดินแดนทั้ง๓ โลกนี้มาเกิดตามผลของการทำกรรมหรือทำบุญในชาติก่อนๆ อันเป็นเหตุให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
ซึ่งมีเนื้อหาพรรณนาถึงที่อยู่ ที่ตั้ง และการเกิดของมนุษย์ สัตว์นรก เปรต อสุรกาย และเทวดา ที่ตั้งเหล่านี้มีเขาพระสุเมรุเป็นหลัก เขาพระสุเมรุนั้นตั้งอยู่ท่ามกลางจักรวาล มีทิวเขาและทะเลล้อม ทิวเขามีชื่อต่างๆดังนี้ 1. ยุคนธร 2. อิสินธร 3. กรวิก 4. สุทัศน์ 5. เนมินธร 6. วินันตก และ7.อัศกรรณ ซึ่งเป็นเขารอบนอกสุด ทิวเขาเหล่านี้รวมเรียกว่าเขาสัตตบริภัณฑ์ ส่วนทะเลที่รายล้อมอยู่ 7 ชั้น เรียกว่า มหานทีสีทันดร ถัดจากทิวเขาอัศกรรณออกมาเป็นมหาสมุทรอยู่ทั่วทุกด้าน แล้วจะมีภูเขาเหล็กกั้นทะเลนี้ไว้รอบเรียกว่า ขอบจักรวาล พ้นไปนอกนั้นเป็นนอกขอบจักรวาล

254

กระทู้

23

เพื่อน

7404

เครดิต

ผู้นำกองทัพธรรม

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.1 Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.5

โพสต์เมื่อ 30-6-2011 21:29:12 |ดูโพสต์ทั้งหมด
นรกภูมิ

นรกภูมิ มีนรกใหญ่ 8 ขุม คือ สัญชีพนรก กาลสูตนรก สังฆาฏนรก โรรุพนรก ตาปนรก มหาตาปนรก มหาอเวจีนรก มหาโรรุพนรก สัตว์ที่เกิดในนรกแห่งนี้มีอายุยืนนานนับไม่ถ้วน สัตว์นรกขุมแรกมีอายุยืนได้ 500 ปี (1 วันกับ 1 คืนของเมืองนรกเท่ากับ 9 ล้านปีของเมืองมนุษย์) ส่วนสัตว์นรกที่อยู่ขุมถัดไปมีอายุนับทวีคูณจำนวนปีของขุมนรกแรก

นรก 8 ขุมนี้ มีกำแพงเหล็กแดงลุกเป็นไฟอยู่เสมอล้อมเป็นสี่เหลี่ยม พื้นบนและพื้นล่างก็เป็นเหล็กแดงที่ลุกเป็นไฟ กำแพงทั้ง 4 ด้าน ยาวด้านละ 1,000 โยชน์ หนา 9 โยชน์ มีประตูเข้า 4 ประตู ส่วนพื้นบนและพื้นล่างมีความหนา 9 โยชน์ นรกใหญ่แต่ละขุมมีนรกบริวารหรือนรกบ่าวล้อมอยู่ด้านละ 4 ขุม นรกใหญ่ขุมหนึ่งจึงมีนรกบ่าว 16 ขุม นรกใหญ่ 8 ขุมจึงมีนรกบ่าวทั้งหมด 136 ขุม และก็มีนรกเล็กๆ น้อยๆ อีกจำนวนนับไม่ถ้วน นรกบ่าวทั้ง 16 ขุมรวมเรียกชื่อว่า อุสุทธ (อุสสทนรก) นรกโลกันต์

ยมบาล หรือผู้ดูแลนรกเฝ้าประตูนรกไว้ มีพระยายมราชเป็นผู้ทรงธรรมเที่ยงตรงเป็นใหญ่เหนือยมบาลทั้งหลาย หน้าที่ของพระยายมราชคือสอบสวนบุญบาปของมนุษย์ที่ตายไป หากทำบุญก็จะได้ขึ้นสวรรค์ทำบาปก็จะตกนรก
ติรัจฉานภูมิ

ติรัจฉานติภูมิ หรือเดรัจฉานติภูมิ คือแดนของเดียรฉาน แปลว่าตามขวางหรือตามเส้นนอนตรงกันข้ามกับคนซึ่งไปตัวตรง ดังนั้นสัตว์เดรัจฉานก็หมายถึงสัตว์ที่ไปไหนมาไหนต้องคว่ำอก

ในหนังสือไตรภูมิตอนนี้เริ่มต้นกล่าวถึงสัตว์อันเกิดมาในแดนเดรัจฉานว่า มีเกิดจากไข่ (อัณฑชะ) จากมีรกอันห่อหุ้ม(ชลาพุชะ) จากใบไม้และเหงื่อไคล(สังเสทชะ) เกิดเป็นตัวขึ้นเองและโตทันที(อุปปาติกะ) สัตว์เดรัจฉานนั้นมีความเป็นอยู่ 3 ประการ คือ รู้สืบพันธุ์ รู้กิน รู้ตาย เรียกเป็นศัพท์ว่า กามสัญญา อาหารสัญญา และมรณสัญญา ส่วนคนนั้นเพิ่มอีกสัญญาหนึ่งคือ ธธมสัญญา คือรู้จักการทำมาหากิน รู้บาปบุญ หรือตรงกับคำว่าวัฒนธรรมนั้นเอง สัตว์ที่กล่าวในแดนเดรัจฉานหลักๆก็มีดังนี้

ราชสีห์ เป็นสัตว์จำพวกเดียวกับสิงโต ไม่มีตัวตนจริงอยู่ในโลกนี้แต่เป็นสัตว์ที่อยู่ในวรรณคดีเท่านั้น
ช้างแก้ว อาศัยอยู่ที่ถ้ำทองว่ากันว่าพระพุทธเจ้าเคยเสวยพระชาติเคยไปเกิดเป็นช้างนี้อยู่หนึ่งชาติ
ปลา ในแดนเดรัจฉานนี้ปลาที่อาศัยอยู่ที่นี้จะมีขนาดใหญ่มาก ตัวที่เล็กสุดก็ยังยาวถึง 75 โยชน์ ตัวที่ใหญ่ก็ยาวถึง 5,000 โยชน์ ปลาที่รู้จักกันดีคือ พญาปลาอานนท์ ซึ่งหนุนชมพูทวีปอยู่

ครุฑ อาศัยอยู่ที่ตามฝั่งสระใหญ่ชื่อสิมพลีสระที่ตีนเขาพระสุเมรุหรือสระต้นงิ้ว กว้างได้ 500 โยชน์ พระยาครุฑที่เป็นหัวหน้าตัวโต 50 โยชน์ ปีกยาวอีก 50 โยชน์ ปากยาว 9 โยชน์ ตีนทั้งสองยาว 12 โยชน์ ครุฑกินนาคเป็นอาหาร และเป็นพาหนะของพระนารายณ์

นาค หรืองูมีหงอนและมีตีน นาคมีสองชนิด คือ ถลชะ หรือนาคที่เกิดบนบก และ ชลชะ หรือนาคที่เกิดในน้ำ นาคถลชะจะเนรมิตตนเป็นคนหรือเทวดานางฟ้าได้แต่บนบก นาคชลชะจะเนรมิตตนเป็นคนหรือเทวดานางฟ้าได้แต่ในน้ำเท่านั้น เรื่องนาคเป็นที่รู้จักกันดีในประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือเป็นบรรพบุรุษของชนชาติต่างๆ เช่น เขมร ลาว มอญ หงส์ อาศัยอยู่ที่ถ้ำทองบนเขาคิชฌกูฏหรือเขายอดนกแร้ง หงส์เป็นพาหนะของพระพรหม

254

กระทู้

23

เพื่อน

7404

เครดิต

ผู้นำกองทัพธรรม

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.1 Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.5

โพสต์เมื่อ 30-6-2011 21:30:19 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เปรตภูมิ


เปรตเป็นผีเลวชนิดหนึ่ง ในไตรภูมิบรรยายรูปร่างของเปรตไว้ว่า เปรตบางชนิดมีตัวใหญ่ ปากเท่ารูเข็ม เปรตบางชนิดก็ตัวผอมไม่มีเนื้อหนังมังสา ตาลึกกลวง และร้องไห้ตลอดเวลา แต่ก็มีเปรตบางชนิดที่ตัวงามเป็นทอง แต่ปากเป็นหมูและเหม็นมาก สรุปรวมๆแล้วก็คือเมื่อตอนเป็นคนแล้วทำบาปอย่างใดเมื่อตายไปก็จะเป็นเปรตตามที่ทำบาปไว้
เปรตนั้นมีโอกาสดีกว่าสัตว์นรก เนื่องจากสามารถออกมาขอบุญกุศลจากการทำบุญของมนุษย์ได้
อสูรกายภูมิ

อสูร แปลตรงตัวว่า ผู้ไม่ใช่สุระหรือไม่ใช่พวกเทวดาที่มีพระอินทร์เป็นหัวหน้า เดิมพวกอสูรมีเมืองอยู่บนเขาพระสุเมรุหรือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั่นเอง ภายหลังพวกเทวดาคิดอุบายมอมเหล้าพวกอสูรเมาจนไม่ได้สติ แล้วพวกเทวดาก็ช่วยกันถีบอสูรให้ตกเขาพระสุเมรุดิ่งจมลงใต้ดิน เมื่ออสูรสร่างเมาได้สติแล้วก็สำนึกตัวได้ว่า เป็นเพราะกินเหล้ามากจนเมามายจึงต้องเสียบ้านเมืองให้กับพวกเทวดาจึงเลิกกินเหล้าแล้วไปสร้างเมืองใหม่ใต้บาดาลเรียกว่า อสูรภพ

พวกอสูรกายมีบ้านเมืองเป็นของตนเอง เรียกว่าอสูรภพ อยู่ลึกใต้ดินไป 84,000 โยชน์ เป็นบ้านเมืองงดงามมากเต็มไปด้วยแผ่นทองคำ คือบ้านเมืองของอสูรนี้จะมีเหมือนสวรรค์ของเทวดา เช่น กลางสวรรค์มีต้นปาริชาติ กลางเมืองอสูรก็มีต้นแคฝอย เมืองอสูรมีเมืองใหญ่อยู่ 4 เมืองโดยมีพระยาอสูรปกครองอยู่ทุกเมือง ในบรรดาอสูรมีอยู่ตนหนึ่งมีอำนาจมากชื่อว่า ราหู

อสูรราหูมีหน้าตาหัวหูที่ใหญ่โตมากกว่าเหล่าเทวดาทั้งหลายในสวรรค์ ราหูมีความเกลียดชังพระอาทิตย์และพระจันทร์มาก ในวันพระจันทร์เต็มดวงหรือวันเดือนงามและวันเดือนดับ ราหูจะขึ้นไปนั่งอยู่บนเขายุคนธรอันเป็นทิวเขาทิวแรกที่ล้อมเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นที่อยู่ของเทวดา ราหูจะคอยให้พระอาทิตย์หรือพระจันทร์ผ่านมา เพื่อที่จะคอยอ้าปากอันกว้างใหญ่อมเอาพระจันทร์หรือพระอาทิตย์หายลบไป บางครั้งก็เอานิ้วมือบังไว้บ้าง เอาไว้ใต้คางบ้าง เหตุการณ์เหล่านี้เรียกกันว่า สุริยคราสและจันทรคราส

เรื่องราวที่เป็นเหตุทำให้ราหูมีความเกลียดชังพระอาทิตย์และพระจันทร์ก็คือ มีการกวนเกษียรสมุทรของเหล่าบรรดาเทวดาและอสูรเพื่อทำน้ำอมฤต เมื่อกวนสำเร็จแล้วเทวดาก็ไม่ยอมให้เหล่าอสูรกิน แต่ราหูปลอมเป็นเทวดาเข้าไปกินน้ำอมฤตกับเทวดาด้วย พระอาทิตย์และพระจันทร์เห็นจึงไปฟ้องพระวิษณุว่าราหูปลอมตัวเป็นเทวดามากินน้ำอมฤต พระวิษณุทรงขว้างจักรแก้วไปตัดตัวราหูออกเป็นสองท่อนแต่ราหูไม่ตายเพราะได้กินน้ำอมฤตไปแล้ว ครึ่งตัวท่อนบนจึงเป็นราหูอยู่ แต่ครึ่งตัวท่อนล่างกลายเป็นอสูรอีกตัวหนึ่งชื่อเกตุ

254

กระทู้

23

เพื่อน

7404

เครดิต

ผู้นำกองทัพธรรม

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.1 Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.5

โพสต์เมื่อ 30-6-2011 21:31:28 |ดูโพสต์ทั้งหมด
มนุษยภูมิ

กล่าวถึงฝูงสัตว์อันเกิดในมนุษยภูมิ มีกำเนิดดังนี้ ตั้งแต่เริ่มต้นปฏิสนธิในครรภ์มารดาก็เริ่มก่อตัวเป็นกัลละ กัลละมีรูปร่างโปร่งเหลวเหมือนน้ำหรือเหมือนเมือกตม เป็นคำที่ใช้เฉพาะสิ่งที่ห่อหุ้มก่อกำเนิดเป็นคนเท่านั้น กัลละที่ก่อเป็นตัวเด็กขึ้นมานี้ตามวิทยาศาสตร์กล่าวเรียกว่า 'cell' เมื่อเวลาผ่านไปก็เกิดกลายเป็นตัวเด็กขึ้นนั่งกลางท้องแม่และเอาหลังมาชนท้องแม่ มีสายสะดือเป็นตัวส่งอาหารที่แม่กินเข้าไปให้แก่เด็ก เด็กที่นั่งอยู่กลางท้องแม่นั้นจะนั่งอยู่เวลาประมาณ 8-10 เดือน แล้วจึงคลอดจากท้องแม่
บุตรที่เกิดมาในไตรภูมิแบ่งได้เป็น 3 สิ่ง คือ
- อภิชาตบุตร เป็นคนเฉลียวฉลาดมีรูปงามหรือมั่งมียศยิ่งกว่าพ่อแม่
- อนุชาตบุตร มีเพียงพ่อแม่
- อวชาติบุตร ด้อยกว่าพ่อแม่
คนทั้งหลายก็แบ่งเป็น 4 ชนิด คือ
- ผู้ที่ทำบาปฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และบาปนั้นตามทันต้องถูกตัดตีนสินมือและทุกข์โศกเวทนานักหนา พวกนี้เรียกว่า "คนนรก"
- ผู้หาบุญจะกระทำบ่มิได้ และเมื่อแต่ก่อนและเกิดมาเป็นคนเข็ญใจยากจนนักหนา อดอยากไม่มีกิน รูปโฉมก็ขี้เหร่ พวกนี้เรียกว่า "คนเปรต"
- คนที่ไม่รู้จักบาปและบุญ ไม่มีความเมตตากรุณา ไม่มีความยำเกรงผู้ใหญ่ ไม่รู้จักปฏิบัติพ่อแม่ครูอาจารย์ ไม่รักพี่รักน้อง กระทำบาปอยู่ร่ำไป พวกนี้ท่านเรียกว่า "คน
เดรัจฉาน"
- คนที่รู้จักบาปและบุญ รู้กลัวรู้ละอายแก่บาป รู้รักพี่รักน้อง รู้กรุณาคนยากจนเข็ญใจ และรู้จักยำเกรงพ่อแม่ผู้เฒ่าผู้แก่ครูอาจารย์ และรู้จักคุณแก้ว 3 ประการ คือ พระรัตนตรัย พวกนี้ท่านเรียกว่า "มนุษย์"
- คนทั้ง 4 ชนิดนี้ พวกหนึ่งเกิดและอยู่ในชมพูทวีปมีรูปหน้ากลมดังดุมเกวียน พวกหนึ่งเกิดและอยู่ในบูรพเทห์เบื้องตะวันออกมีรูปหน้าดังเดือนเพ็ญกลมดังหน้าแว่น พวกหนึ่งเกิดและอยู่ในอุตตรกุรุทวีปฝ่ายเหนือมีรูปหน้าสี่มุมดังท่านแกล้งถากให้เป็นสี่เหลี่ยมกว้างและรีเท่ากัน และอีกพวกหนึ่งเกิดและอยู่ในอมรโคยานทวีปเบื้องตะวันตกมีรูปหน้าดังเดือนแรม 8 ค่ำ แผ่นดินทั้งสี่ตั้งอยู่รายล้อมเขาพระสุเมรุ
- ชมพูทวีป ตั้งอยู่ในมหาสมุทรทางทิศใต้ของเขาพระสุเมรุ มีสัณฐานเป็นรูปไข่ดุจดังดุมเกวียน คนมีรูปหน้ากลมดุจดังดุมเกวียน อายุของคนในชมพูทวีปนั้น หากเป็นผู้ที่เป็นคนดีมีศีลธรรมอายุก็จะยืน หากมีลักษณะตรงกันข้ามก็จะอายุสั้น แผ่นดินนี้คาดว่าจะเป็นภูมิภาคอินเดีย
- อมรโคยานทวีป ตั้งอยู่ในมหาสมุทรทางทิศตะวันตกของเขาพระสุเมรุ เป็นแผ่นดินกว้างได้ 9,000 โยชน์ มีสัณฐานเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งดวง มีเกาะเล็กเกาะน้อยเป็นบริวารอยู่โดยรอบ คนในทวีปนี้มีรูปหน้าดังพระจันทร์ครึ่งดวง แผ่นดินนี้คาดว่าจะเป็นภูมิภาคอาหรับแถบตะวันออกกลางรวมไปถึงยุโรป
- บุรพวิเทหทวีป ตั้งอยู่ในมหาสมุทรทางทิศตะวันออกของเขาพระสุเมรุ เป็นแผ่นดินกว้างได้ 7,000 โยชน์ มีสัณฐานเป็นรูปแว่นที่กลม มีเกาะล้อมรอบเป็นบริวาร 400 เกาะ มีแม่น้ำเล็กใหญ่ มีเมืองใหญ่เมืองน้อย คนในทวีปนี้หน้ากลมดังเดือนเพ็ญ มีรูปกะโหลกสั้นอาจหมายถึงมนุษย์เผ่ามองโกเลียน แผ่นดินนี้คาดว่าจะเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

254

กระทู้

23

เพื่อน

7404

เครดิต

ผู้นำกองทัพธรรม

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.1 Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.5

โพสต์เมื่อ 30-6-2011 21:32:29 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ฉกามาพจรภูมิ
           
            
คือดินแดนสวรรค์ทั้ง 6 ชั้น ได้แก่ จาตุมหาราชิกภูมิ ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี

สวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกภูมิ เป็นสวรรค์ชั้นแรก สูงจากพื้นโลกได้ 46,000 โยชน์ จาตุมหาราชิกภูมิ แปลว่าแดนแห่ง 4 มหาราช สวรรค์ชั้นนี้ตั้งอยู่เหนือเทือกเขายุคนธรอันเป็นเทือกเขาแรกที่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ บนเทือกเขายุคนธรทั้ง 4 ทิศ มีเมืองใหญ่ 4 เมือง เมืองที่อยู่ทางทิศตะวันออกของเขาพระสุเมรุมีท้าวธตรฐเป็นเจ้าเมือง เป็นใหญ่เหนือคนธรรพ์ (เป็นอมนุษย์จำพวกหนึ่ง ครึ่งเทวดาครึ่งมนุษย์ เป็นนักดนตรีและชอบผู้หญิง) เมืองที่อยู่ทางทิศตะวันตกของเขาพระสุเมรุมีท้าววิรูปักษ์เป็นเจ้าเมือง เป็นใหญ่เหนือนาค เมืองที่อยู่ทางทิศใต้ของเขาพระสุเมรุมีท้าววิรุฬหกเป็นเจ้าเมือง เป็นใหญ่เหนือพวกกุมภัณฑ์ (เป็นยักษ์จำพวกหนึ่ง มีท้องใหญ่และมีอัณฑะเหมือนหม้อ) เมืองที่อยู่ทางทิศเหนือของเขาพระสุเมรุมีท้าวไพศรพเป็นเจ้าเมือง เป็นใหญ่เหนือพวกยักษ์ ท้าวมหาราชทั้ง 4 นี้เรียกรวมๆว่า จตุโลกบาลทั้ง 4 คือผู้ดูแลรักษาโลกทั้ง 4 ทิศ

สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นสวรรค์ชั้นที่ 2 สูงจากสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกภูมิได้ 46,000 โยชน์ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นตั้งอยู่เหนือจอมเขาพระสุเมรุ มีนครไตรตรึงส์อยู่ตรงกลางสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ซึ่งเป็นเมืองของพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย เมืองพระอินทร์กว้างได้ 8,000,000 วา มีปรางค์ปราสาทแก้ว มีกำแพงแก้ว มีประตูทองประดับด้วยแก้ว 7 ประการ เมื่อเปิดประตูจะได้ยินเสียงดนตรีไพเราะ กลางนครไตรตรึงส์นี้มีไพชยนต์วิมานหรือปราสาทที่ประทับของพระอินทร์ สูง 25,600,000 วา ประดับด้วยสัตตพิพิธรัตนะหรือแก้ว 7 ประการที่งดงามมาก ไพชยนต์วิมานนั้นประกอบด้วยเชิงชั้นชาลา 100 ชาลา แต่ละชาลามีวิมานได้ 700 วิมาน วิมานหนึ่งมีนางอัปสร 7 คน นอกจากพระอินทร์ที่เป็นเจ้าสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้ว ยังมีเทวดาอีก 32 พระองค์ครองเมือง 32 เมืองอยู่รอบนครไตรตรึงส์นี้ทิศละ 8 องค์

ทางทิศตะวันออกของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีสวนขวัญชื่อ นันทอุทยาน มีต้นไม้ดอกไม้วิเศษ เป็นที่เล่นสนุกของเหล่าเทวดาทั้งหลาย ใกล้อุทยานมีสระใหญ่ชื่อ นันทาโบกขรณี และจุลนันทาโบกขรณี น้ำในสระทั้งสองนี้ใสงามดังแก้วอินทนิล ริมฝั่งสระทั้งสองมีศิลาแก้ว 2 แผ่น ชื่อ นันทาปริถิปาสาณ และจุลนันทาปาริถิปาสาณ เป็นแผ่นศิลาที่มีรัศมีรุ่งเรือง

ทางทิศใต้ของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีอุทยานชื่อ ผรุสกวัน แปลว่าสวนมะปราง มีสระใหญ่ชื่อภัทราโบกขรณี และสุภัทราโบรขรณี ที่ฝั่งสระทั้งสองมีศิลาแก้ว 2 แผ่น ชื่อภัทราปริถิปาสาณ และสุภัทราปริถิปาสาณ

ทางทิศตะวันตกของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีอุทยานชื่อ จิตรลดาวัน แปลว่างามไปด้วยไม้เถา มีสระใหญ่ชื่อจิตรโบกขรณี และจุลจิตรโบรขรณี ที่ฝั่งสระทั้งสองมีศิลาแก้ว 2 แผ่น ชื่อจิตรปปาสาณ และจุลจิตรปาสาณ

ทางทิศเหนือของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีอุทยานชื่อ สักกวัน มีสระใหญ่ชื่อธรรมาโบกขรณี และสุธรรมาโบกขรณี ที่ฝั่งสระทั้งสองมีศิลาแก้ว 2 แผ่น ชื่อธรรมาปริถิปาสาณ และสุธรรมาปริถิปาสาณ

ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีอุทยานชื่อบุณฑริกวัน มีไม้ทองหลางใหญ่ชื่อ ปาริชาติกัลปพฤกษ์ ใต้ต้นกัลปพฤกษ์มีแท่นศิลาแก้วชื่อ บัณฑุกัมพล เป็นแท่นสีแดงเข้มดังดอกชบาและอ่อนดังฟูกผ้า ใกล้กันมีศาลาสุธรรมเทพสภาเป็นที่ประชุมและฟังธรรมของเทวดา

ทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีเจดีย์จุฬามณี เป็นเจดีย์ประดับด้วยทองและแก้ว 7 ประการ มีกำแพงทอง 4 ด้าน ประดับด้วยธงประฏาก (ธงเป็นผืนห้อยยาวลงมาอย่างธงจรเข้) ธงไชย และกลดชุมสาย (กลดทำด้วยผ้าตาดทองมีสายห้อยเป็นระย้าอยู่รอบๆ) มีเทวดาประโคมดนตรีถวายพระเจดีย์อยู่เสมอ พระอินทร์ก็เสด็จมายังเจดีย์จุฬามณีนี้บ่อยๆ

สวรรค์ชั้นยามา เป็นสวรรค์ชั้นที่ 3 อยู่สูงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ 84,000 โยชน์ มีพระยาสยามเทวราชครองอยู่ สวรรค์ชั้นนี้สูงกว่าวิถีการโคจรของพระอาทิตย์ แต่ก็ไม่มืดเนื่องจากรัศมีแก้วและรัศมีตัวเทวดาส่องสว่างอยู่เสมอ

สวรรค์ชั้นดุสิต เป็นสวรรค์ชั้นที่ 4 อยู่สูงจากสวรรค์ชั้นยามา 168,000 โยชน์ มีพระยาสันดุสิตเทวราชพระโพธิสัตว์ซึ่งจะเสด็จลงมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้ามีพระศรี
อาริย์โพธิสัตว์ซึ่งจะมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้าในภายภาคหน้า

สวรรค์ชั้นนิมมานรดี เป็นสวรรค์ชั้นที่ 5 อยู่สูงจากสวรรค์ชั้นดุสิต 336,000 โยชน์

สวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี เป็นสวรรค์ชั้นที่ 6 อยู่สูงจากสวรรค์ชั้นนิมมานรดี 672,000 โยชน์ มีพระยาปรนิมมิตวสวัตตีครองอยู่
พรหมโลก

อยู่เหนือสวรรค์ชั้นสูงสุด มี 2 ประเภท คือ รูปพรหม (รูปาวจร) มี 16 ชั้น และอรูปพรหม (อรูปาวจร) มี 4 ชั้น

254

กระทู้

23

เพื่อน

7404

เครดิต

ผู้นำกองทัพธรรม

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.1 Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.5

โพสต์เมื่อ 30-6-2011 21:33:49 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อุตตรกุรุทวีป

อุตตรกุรุทวีปตั้งอยู่ในมหาสมุทรทางทิศเหนือของเขาพระสุเมรุ เป็นแผ่นดินกว้างได้ 8,000 โยชน์ มีสัณฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม มีภูเขาทองล้อมรอบ มีเกาะล้อมรอบเป็นบริวาร 500 เกาะ คนในทวีปนี้หน้าเป็นรูปสี่เหลี่ยมมีรูปร่างสมประกอบไม่สูงไม่ต่ำดูงดงาม กล่าวกันว่าคนที่อยู่ทวีปนี้เป็นคนรักษาศีล จึงทำให้แผ่นดินราบเรียบ ต้นไม้ต่างก็ออกดอดงดงามส่งกลิ่นหอมขจรขจายไปทั่ว และเป็นแผ่นดินที่ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ในแผ่นดินอุตตรกุรุทวีปนี้มีต้นกัลปพฤกษ์ต้นหนึ่ง สูง 100 โยชน์ กว้าง 100 โยชน์ ผู้ใดปรารถนาจะได้แก้วแหวนเงินทองหรือสิ่งใดๆ ก็ให้ไปยืนนึกอยู่ใต้ต้นกัลปพฤกษ์นี้ ผู้หญิงชาวอุตตรกุรุทวีปนั้นมีความงดงามมาก ส่วนผู้ชายก็เช่นกันมีความงามดังเช่นหนุ่มอายุ 20 ปีกันทุกคน
พระยาจักรพรรดิราช


พระยาจักรพรรดิราช เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าพระราชาทั้งปวง คือเป็นพระราชาผู้มีจักรหรือล้อแห่งรถเลื่อนแล่นไปได้รอบโลกโดยปราศจากการขัดขวางหรือปราบปรามทั่วโลก พระยาจักรพรรดิราชนั้นเมื่อชาติก่อนเป็นคนแต่ทำบุญไว้มากเมื่อตายไปจึงไปเกิดในสวรรค์ ในบางครั้งก็มาเกิดเป็นพระยาที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ได้รับพระนามว่า พระยาจักรพรรดิราช เป็นพระยาที่ทรงคุณธรรมทุกประการเป็นเจ้านายคนทั้งหลายพระองค์ทรงตั้งอยู่ในทศพิศราชธรรม พระยาจักรพรรดิราชมีแก้ว 7 ประการเกิดคู่บารมีมาด้วย ได้แก่
1.จักรแก้ว คือแก้วอย่างที่หนึ่ง จักรแก้วหรือจักรรัตน์จมอยู่ใต้ท้องทะเลลึกได้ 84,000 โยชน์ เมื่อเกิดจักรพรรดิราชขึ้นในโลก จักรแก้วซึ่งเป็นคู่บุญบารมีและจมอยู่ในมหาสมุทรก็จะผุดขึ้นมาจากท้องทะเลพุ่งขึ้นไปในอากาศเกิดเป็นแสงส่องอันงดงามมาน้อมนบ เมื่อพระยาผู้ครองเมืองนั้นทราบว่าพระองค์จะได้เป็นพระยาจักรพรรดิราชปราบทั่วจักรวาลเพราะมีจักรแก้วมาสู่พระองค์ พระยาจักรพรรดิราชก็จะเสด็จปราบทวีปทั้งสี่ แล้วประทานโอวาทให้ชาวทวีปเหล่านั้นประพฤติและตั้งอยู่ในคุณงามความดีแล้วจึงเสด็จกลับพระนคร
2.ช้างแก้ว (หัสดีรัตน์) คือแก้วอย่างที่สอง ซึ่งเป็นช้างที่มีความงดงาม ตัวเป็นสีขาว ตีนและงวงสีแดง เหาะได้รวดเร็ว
3. ม้าแก้ว (อัศวรัตน์) คือแก้วอย่างที่สาม เป็นม้าที่มีขนงามดังสีเมฆหมอก กีบเท้าและหน้าผากแดงดั่งน้ำครั่ง เหาะได้รวดเร็วเช่นเดียวกับช้างแก้ว
4. แก้วดวง (มณีรัตน์) คือแก้วอย่างที่สี่ เป็นแก้วที่มีขนาดยาวได้ 4 ศอก ใหญ่เท่าดุมเกวียนใหญ่ สองหัวแก้วมีดอกบัวทอง เมื่อมีความมืดแก้วนี้จะส่องสว่างให้เห็นทุกหนแห่งดังเช่นเวลากลางวัน แก้วนี้จะอยู่กับพระยาจักรพรรดิราชจนตราบเท่าเสด็จสวรรคาลัย จึงจะคืนไปอยู่ยอดเขาพิปูลบรรพตตามเดิม
5. นางแก้ว (อิตถีรัตน์) คือแก้วอย่างที่ห้า เป็นหญิงที่จะมาเป็นมเหสีคู่บารมีของพระยาจักรพรรดิราช นางแก้วนี้จะต้องเป็นหญิงที่ได้ทำบุญมาแต่ชาติก่อน และมาเกิดในแผ่นดินของพระยาจักรพรรดิราชในตระกูลกษัตริย์ นางแก้วนี้จะเป็นหญิงที่มีลักษณะงดงามไปทุกส่วน จะทำหน้าที่เป็นภรรยาที่ดีของพระยาจักรพรรดิราช
6. ขุนคลังแก้ว คือแก้วอย่างที่หก เกิดขึ้นเพื่อบุญแห่งพระยาจักรพรรดิราช และจะเป็นมหาเศรษฐี ขุนคลังแก้วจะสามารถกระทำได้ทุกอย่างที่พระยาจักรพรรดิราชต้องการเพราะขุนคลังแก้วมีหูทิพย์ตาทิพย์ดังเทวดาในสวรรค์ หากว่าพระยาจักรพรรดิราชต้องการทรัพย์สินสิ่งใดขุนคลังก็จะสามารถนำมาถวายได้
7. ลูกแก้ว คือแก้วประการสุดท้ายของพระยาจักรพรรดิราช หรือโอรสของพระยาจักรพรรดิราช มีรูปโฉมอันงดงาม กล้าหาญ เฉลียวฉลาด สามารถบริหารกิจการบ้านเมืองได้ทุกประการ บางตำราก็ว่าเป็นขุนพลแก้ว

254

กระทู้

23

เพื่อน

7404

เครดิต

ผู้นำกองทัพธรรม

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.1 Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.5

โพสต์เมื่อ 30-6-2011 21:35:19 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ตัวอย่างข้อความบางตอน

สิมพลีนรก

นรกบ่าวถัดนั้นคำรบ ๑๕ ชื่อ โลหสิมพลีนรก ฝูงคนอันทำชู้ด้วยเมียท่านก็ดีแลผู้อันมีผัวแล้แลทำชู้จากผัวก็ดี  คนฝูงนั้นตายไปเกิดในนรกนั้น ๆ มีปาไม้งิ้วปา ๑ หลายต้นนัก แลต้นสูงได้แลโยชน์แลหนามงิ้วนั้นเทียรย่อมเหล็กแดงเป็นเปลลุกอยู่ แลหนามงิ้วนั้นยาวได้ ๑๖นิ้ว มือเป็นเปลวไฟลุกอยู่บ่ห่อนจะรู้ดับสักคาบแล ในนรกนั้นเทียรย่อมฝูงหญิงฝูงชายหลายแลคนฝูงนั้น เขาได้รักใคร่กันดังกล่าว,มาดุจก่อนนั้นแล   ลางคาบผู้หญิงอยู่บนปลายงิ้ว  ผู้ชายอยู่ภายต่ำ   ฝูงยมบาลเขาก็เอาหอกดาบหลาวแหลมอันคมเทียรย่อมเหล็กแดงแทงตีนผู้ชายนั้น   จำให้ขึ้นไปหาผู้หญิง ชู้ของสูอยู่บนปลายงิ้วโพ้นเร็วอย่าอยู่   แลฝูงผู้ชายทนเจ็บบ่มิได้จึงปีนขึ้นไปบนต้นงิ้วนั้น ครั้นว่าขึ้นไปไส้หนาวงิ้วนั้นบาดทั่วตนเขาขาดทุกแห่งแล้วเป็นเปลวไปไหม้ตัวเขา ๆ เจ็บปวดหนักหนาดังใจเขาจะขาด แลเขากลัวฝูงยมบาลหมู่ ๑ แทงตีนผู้หญิงไปหาผู้ชาย ผู้เป็นผู้อยู่บนยอดงิ้วนั้นเล่าแลว่าเมื่อเขาลงหากันอยู่ฉันนั้น เขาบมิได้พบกัน ยมบาลขับผู้หญิงผู้ชายจำให้ขึ้นลงหากัน ดังนั้นผลายคาบหลายคราลำบากหนักแลฯ

เปรตบางจำพวก

เปรตบางจำพวก ๑ มีตนใหญ่สูงเพียงลำตาล แลมีผมนั้นหยาบนัก แลตัวนั้นเหม็นหนักหนาหาที่จะดีบมิได้สักแห่ง  เขานั้นอดอยากเผ็ดเร็ดไร้หนา แม้นว่าข้าวเมล็ด ๑ ก็ดี น้ำหยด ๑ ก็ดี ก็มิได้เข้าลงท้องเลยสักน้อย แลเปรตฝูงนี้เมื่อกำเนิดก่อน  เขานี้ตระหนี่นักแล เขาบมิมักกระทำบุญให้ทานเลย เขาเห็นท่านทำทานให้บุญไส้ มันย่อมห้ามปรามเสียมิให้ท่านทำบุญให้ทานได้ ด้วยบาปกรรมอันตนตระหนี่แลมิมักทำบุญให้ทานดังนั้น เขาได้ไปเป็นเปรตแลอดยากหนักหนา อาหารจะหากินไส้ก็หาบมิได้สักอันนั้นเพราะบาปกรรมเขาอันได้กระทำบมิดีนั้นแลฯ เปรตจำพวก ๑ ไส้เขาเทียรย่อมเอาสองมือกอบเอาข้าวลีบปนข้าวดี แล้วเอาไปลวงขายแก่ท่านฯ และด้วยบาปกรรมเขาดังนี้เขาจึงเอามือกอบข้าวลีบเป็นไฟนั้นอันลุกเป็นไฟนั้นมาใส่บนหัวตนเองอยู่ทุกเมื่อไส้ เปรตจำพวกนี้เมื่อกำเนิดเขากระทำจึงทนทุก ๆ เมื่อดังนี้แลฯเปรตจำพวก ๑ เขาย่อมเอาค้อนเหล็กอันแดงตีหัวเขาเองอยู่ทุกเมื่อมิวายไส้ แลเปรตจำพวกนี้เมื่อกำเนิดเขาปแต่ก่อนไส้   เขาได้ตีหัวพ่อแม่แห่งเขาด้วยมือก็ดี  ด้วยไม้ก็ดี  ด้วยเชือกก็ดีด้วยบาปกรรมเขาอันได้ตีหัวพ่อแม่เขานั้น  เขาก็เอาค้อนเหล็กแดงตีหัวเขาเองอยู่ทุกเมื่อเพท่อบาปกรรมเขาทำเองนั้นแล

ช้างเอราวัณ

องค์พระอินทร์นั้นสูงได้  ๖,๐๐๐ วา  แลประดับนิ์ด้วยแก้วถนิมอาภรณ์ทั้งหลายแลธนั่งเหนือแท่นแก้วนั้นหัวช้างได้ ๓๓  หัวไส้  พระอินทร์ ธ ให้เทพยาดาทั้งหลายขี่ ๓๒ หัวนั้น มีบุญเพียงประดุจพระอินทร์ไส้ ฯ อันว่าหัวช้างทั้ง ๓๓ หัว แลหัว ๆ มีงา ๗ ดอก ๆ แลอันนั้นมีกลีบ ๗ กลีบ ๆ แลอัน ๆ นั้นมีนางฟ้ายืนรำระบำบรรพตแล  ๗  คนนางแลคน  ๆนั้นมีสาวใช้ได้ ๗ คนโสดช้าง ๓๓ หัวนั้นได้๒๓๑ งา สระนั้น ๑,๑๖๑๗ สระ แลกอบัวในสระนั้นได้ ๗๙,๒๓๓ ดอกแลกกลีบดอกบัวนั้นไส้ได้ ๕๕๔,๖๓๑ กลีบ แลนางฟ้าเต้นระบำนั้นได้ ๓,๘๘๒,๔๑๗ นาง แลสาวใช้นางระบำนั้นได้ ๒๗,๑๗๖,๙๑๙ คนแลมีอยู่ในงาช้างไอยราวรรณ์นั้น แลมีสถานที่ ๑ แห่ง โดยกว้างได้ ๕๐ โยชน์ เป็นที่อยู่แห่งฝูงนางระบำแลบริวารของนางทั้งหลายนั้นด้วยฯ

ไตรภูมิกถานับว่าเป็นวรรณคดีเรื่องแรกที่เรียบเรียงตามหลักการค้นคว้าโดยใช้หลักฐานประกอบถึง ๓๐ คัมภีร์ บอกผู้แต่ง วันเดือนปี และความมุ่งหมายที่แต่งไว้ครบถ้วน มีความสำคัญทั้งในด้านอักษรศาสตร์ ศาสนา และสังคม

ในทางอักษรศาสตร์ ให้ความรู้เกี่ยวกับภาษา เนื่องจากถ้อยคำสำนวนในหนังสือนี้ บางส่วนเก่าเสมอจารึกสมัยสุโขทัย แต่อาจมีข้อความสมัยหลังปนอยู่ด้วย แต่อย่างไรก็ตามส่วนใหญ่มีความเก่าและน่าเชื่อถือได้มากกว่าหนังสือที่สันนิษฐานว่าเกิดในสมัยเดียวกัน คือ สุภาษิตพระร่วง ตำรับท้านศรีจุฬาลักษณ์ การพรรณนาความในหนังสือเล่มนี้นับว่าเป็นเลิศ ทำให้เกิดมโนภาพ เช่น  เรื่องเกี่ยวพระอินทร์ เขาพระสุเมรุ ป่าหิมพานต์ ช้างเอราวัน เป็นต้น

ในด้านศาสนา นับว่าหนังสือเล่มนี้ชี้ให้เห็นบาปบุญคุณโทษ สมความมุ่งหมายของผู้แต่ง ตรึงจิตของผู้ได้อ่านได้ฟัง มีผู้นำเรื่องราวบางตอนจากหนังสือนี้ไปวาดเป็นรูปภาพตามวัดก็มี

ในทางสังคม หนังสือไตรภูมิพระร่วงสะท้อนถึงการศึกษาและการอบ รมศีลธรรม ในสมัยนั้นพระเจ้าแผ่นดิน เจ้านาย และราษฎรสามัญต่างใฝ่ใจในการศึกษา เล่าเรียนวิชาการทั่วไป ตลอดจนปรัชญาและจริยธรรมทางศาสนา พระเจ้าแผ่นทรงวางพระองค์เสมอบิดาและครูอาจารย์ของราษฎร ทรงสั่งสอนราษฎรด้วยพระองค์เอง สังคมสุโขทัยยึดมั่นในอุดมการณ์สูงสุด ยกย่องคุณงามความดี เชื่อมั่นในผลแห่งกรรม พากันบำเพ็ญทานและสร้างปูชนียสถาน และถาวรวัตถุไว้ด้วยแรงศรัทธา

254

กระทู้

23

เพื่อน

7404

เครดิต

ผู้นำกองทัพธรรม

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.1 Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.5

โพสต์เมื่อ 30-6-2011 21:36:18 |ดูโพสต์ทั้งหมด
การวิเคราะห์คุณค่าเรื่องไตรภูมิพระร่วง
๑.คุณค่าด้านวรรณศิลป์
-การใช้คำที่มีสัมผัสคล้องจองแม้จะใช้ภาษาแบบความเรียง
-มีการใช้ภาพพจน์แบบอุปมาจำนวนมาก
-มีการใช้ภาษาพรรณนาภาพต่าง ๆ ได้ชัดเจน
๒.คุณค่าด้านศาสนา เป็นการนำเสนอคำสอนที่เป็นปรัชญาทางพุทธศาสนา เนื้อเรื่องกล่าวถึงบาปบุญคุณโทษ การเกิด การตาย เกี่ยวกับโลกทั้งสาม (ไตรภูมิ)
ชี้ให้เห็นแก่นแท้ของชีวิตอันจะนำมนุษยชาติให้หลุดพ้นจากวงจรของสังสารวัฏ
๓. คุณค่าด้านภาษาและวรรณคดี ใช้พรรณนาโวหารอย่างละเอียดลออ จนทำให้นึกเห็นสมจริง ให้เห็นสภาพอันน่าสยองขวัญของนรก สภาพอันสุขสบายของสวรรค์ จนทำให้จิตรกรสามารถถ่ายทอดบทพรรณนานั้งลงเป็นภาพได้นอกจากนี้ยังมีอิทธิพล ต่อวรรณคดียุคหลังได้นำเอาความเชื่อต่าง ๆ มาอ้างอิงในวรรณคดีไทย เช่น ประวัติของเทวดา เขาพระสุเมรุ ช้างเอราวัณ ช้างทรงของพระอินทร์ ป่าหิมพานต์ เป็นต้น
๔.คุณค่าด้านสังคม มุ่งใช้คุณธรรมความดี เป็นพื้นฐานการสร้างสรรค์ความสุขในสังคม
๕.คุณค่าด้านจริยธรรม  ไตรภูมิพระร่วงกำหนดกรอบแห่งการประพฤติปฏิบัติให้แก่คนในสังคมทั้งฝ่ายผู้ปกครองและฝ่ายผู้ถูกปกครอง อันเป็นความพยายามที่จะสร้างสังคมให้มีความเป็นอยู่ที่สงบสุขปราศจากความวุ่นวายต่างๆ
๖.คุณค่าด้านประเพณีและวัฒนธรรม แม้เรื่องไตรภูมิพระร่วงจะเป็นวรรณคดีเก่าแก่ที่แต่งขึ้นตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่ความคิดความเชื่อที่ปรากฏในวรรณคดีเรื่องนี้ ยังตกทอดอยู่ในประเพณีและวัฒนธรรมของคนในสังคมปัจจุบัน เช่น การจัดเตรียมดอกไม้ธูปเทียนใส่มือผู้วายชนม์ก่อนปิดฝาโลง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้วายชนม์นั้นได้นำดอกไม้ธูปเทียนดังกล่างไปสักการะบูชาพระจุฬามณีเจดีย์ที่สถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และการนำศพขึ้นเผาบนเมรุก็เปรียบเสมือนการเดินทางขึ้นเขาพระสุเมรุอันเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นเอง

254

กระทู้

23

เพื่อน

7404

เครดิต

ผู้นำกองทัพธรรม

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.1 Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.5

โพสต์เมื่อ 30-6-2011 21:37:21 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แหล่งอ้างอิง
  • นิยะดา เหล่าสุนทร, ไตรภูมิพระร่วง การศึกษาที่มา. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์แม่คำผาง, 2543 หน้า 11

  • เสฐียรโกเศศ, เล่าเรื่องไตรภูมิ. (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์คลังวิทยา, 2518)
   2.  http://www.sukhothai.go.th/history/hist_09.htm
   3.  http://www.poobpab.com/content/tripoom/tripoom.htm
   4. http://www.powow.com/giftedsw/Kunkadanwannakadee.htm
   5. http://web.bangmod.ac.th/HomeworkHelper/FileLink.asp?LinkID=141
   6. http://techno.obec.go.th/content/www.khunpan.com/body_story.htm    7. http://www.dek-d.com/board/view.php?id=984735    8. http://rungfa.chs.ac.th/khunchangstory.htm




4

กระทู้

45

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

ศิษย์ผู้พี่

Rank: 4

Medal No.1

โพสต์เมื่อ 1-9-2011 16:09:23 |ดูโพสต์ทั้งหมด
โมทนาสาธุ
ขอบคุณ สำหรับข้อมูลที่นำมาแบ่งปันกันครับ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

รูปแบบข้อความล้วน|กายสิทธิ์ Free counter and web stats Display Pagerank

eXTReMe Tracker

GMT+7, 17-4-2014 01:52 , Processed in 0.072223 second(s), 21 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Release 20120901

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน