ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ค้นหา
ดู: 16683|ตอบกลับ: 28

อาณาจักรทวารวดี

  [คัดลอกลิงก์]

254

กระทู้

23

เพื่อน

7404

เครดิต

ผู้นำกองทัพธรรม

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.1 Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.5

โพสต์เมื่อ 25-6-2011 10:12:23 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อาณาจักรทวารวดี
             ทวารวดี เป็นชื่อที่เรารู้จักกันดี ในฐานะของวัฒนธรรม อารยธรรมหรือบางครั้งนักวิชาการในกรอบสวยหรูหรือหอคอยงาช้าง ก็มักจะยัดเยียดให้เป็น"ราชอาณาจักร"ที่มีความเป็น "รัฐ" หรือ"นครรัฐ" แต่ในความรู้ของผมเอง ผมกลับเชื่อว่า "ทวารวดี" เป็นเพียง"ปรากฏการณ์ " (Phenomenon) ของกลุ่มวัฒนธรรมที่มีรากฐานของอินเดีย ซึ่งมีความหลากหลาย มีทั้งที่เป็นอินเดียโบราณจากแคว้นต่าง ๆ ทั้งที่เป็นอารยันแท้ อารยันผสม มิลักขะ และดราวิเดียน ที่เคลื่อนย้ายเข้ามาผสมผสานกับผู้คนในท้องถิ่นเดิมในตระกูลนิกริโตร หรือซาไก(ปากหนา ตัวเล็ก ผิวดำ) หรือาจะกลืนกินชาติพันธุ์ดั่งเดิม ผสมผสานกันหลายกลุ่มหลายพวก จนในที่สุดแล้ว ช่วงเวลาของทวารวดี จึงเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญ เพราะเป็นจุดเชื่อมโยง เชื่อมต่อและเป็นต้นกำเนิดแห่งวัฒนธรรมของชาวสยามในยุคต่อมา

           ในช่วงเวลาของทวารวดี ภาพลักษณ์Images ที่ถูกสร้างขึ้นของทวารวดี ทุก ๆ ภาพจะแสดงให้เห็นถึงบุคลิกของบุคคลที่มีลักษณะเดียวกัน มีปากหนา มีหน้ากลมไข่และมีลักษณะใบหน้าที่เหมือนกัน แทบตลอดทุก"โบราณสถาน"ที่เราค้นพบรูปเหมือนของบุคคลเหล่านั้น
[size=-1]
            หลายครั้งที่นักวิชาการพยายามจะจัดลำดับเวลาของ"ทวารวดี"ให้ไปเชื่อมโยงและเกียวข้องกับจุดเริ่มต้นของการกำเนิดพระสถูปเก่าแก่จากสมณะทูตของพระเจ้าอโศกตามเส้นทางทั้ง 9 สายที่อันได้แก่
         สายที่ 1 พระมัชฌันติกเถระ พร้อมด้วยคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ แคว้นกัศมีระและแคว้นคันธาระ
         สายที่ 2 พระมหาเทวเถระ พร้อมด้วยคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ แคว้นมหิสมณฑล และดินแดนแถบลุ่มแม่น้ำโคธาวารี
         สายที่ 3 พระรักขิตเถระ พร้อมด้วยคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ วนวาลีประเทศ
         สายที่ 4 พระธรรมรักขิตเถระ หรือพระโยนกธรรมรักขิตเถระ (ซึ่งเข้าใจกันว่าเป็นฝรั่งคนแรกในชาติกรีกที่ได้เข้าบวชในพระพุทธศาสนา) พร้อมด้วยคณะ ได้ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ อปรันตกชนบท
         สายที่ 5 พระมหาธรรมรักขิตเถระ พร้อมด้วยคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ แคว้นมหาราษฎร์
         สายที่ 6 พระมหารักขิตเถระ พร้อมด้วยคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ โยนกประเทศ
         สายที่ 7 พระมัชฌิมเถระ พร้อมด้วยคณะ คือพระกัสสปโคตรเถระ พระมูลกเทวเถระ พระทุนทภิสสระเถระ และพระเทวเถระ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ ดินแดนแถบภูเขาหิมาลัย
      สายที่ 8 พระโสณเถระ และพระอุตตรเถระ พร้อมด้วยคณะ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ
       สายที่ 9 พระมหินทเถระ (โอรสพระเจ้าอโศกมหาราช) พร้อมด้วยคณะ คือพระอริฏฐเถระ พระอุทริยเถระ พระสัมพลเถระ และพระหัททสารเถระ ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา ณ ลังกาทวีป ในรัชสมัยของพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ กษัตริย์แห่งลังกาทวีป

           พระโสณเถระและอุตตรเถระ ถูกอ้างบ่อยครั้งเกี่ยวกับการเผยแพร่ศาสนาในสุวรรณภูมิประเทศ ซึ่งนั่นก็เป็นจุดที่ถูกใช้ในการเริ่มต้นอธิบายทวารวดีมาโดยตลอด

          แต่ในความเป็นจริง หลักฐานการสังคยานาของฝ่ายอินเดียเหนือเองโดยเฉพาะจารึกของพระเจ้าอโศก ไม่เคยกล่าวถึงการส่งสมณทูตมาลังกาหรือสุวรรณภูมิเลย  รวมถึงจารึกของพระเจ้ากนิษกะที่มีการสังคยนาพระไตรปิฎกที่เบคเตรีย ในพุทธศตวรรษที่ 6 ก็ไม่เคยกล่าวถึง!!!!
        ที่สำคัญการสังคยานาในครั้งพระเจ้าอโศก เกิดขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 3 ในขณะที่สิ่งก่อสร้างทางพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดของสุวรรณภูมิ มีอายุในพุทธศตวรรษที่ 12 ห่างกันถึง 1,000 ปี

         เมื่อตรวจสอบพื้นฐานของการกล่าวอ้างการเยือนของสมณทูตปรากฏว่า เป็นการอ้างโดยฝ่ายลังกาวงศ์ที่แต่งเรื่อง"การสังคยนา"ขึ้นใหม่ในราวพุทธศตวรรษที่ 19 เพื่อไปอธิบายประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาย้อนหลัง
        ซึ่งนั่นก็คือเอาปัจจุบัน(ในเวลานั้น)ของพุทธศาสนาสายลังกาไปสวมทับประวัติศาสตร์ในยุคหนึ่งพันกว่าปีที่แล้วนั่นเอง

           แล้วทวารวดี เราจะอธิบายอย่างไรดี นักวิชาการใช้หลักฐานของเอกสารจีนอธิบายรัฐโถโลโพตี้ หรือ ตว้อหลอปอตี้ ว่าตั้งอยู่กลางระหว่างศรีเกษตรกับอีสานปุระเป็นจุดเริ่มต้น หลายคนจึงผสมโรงให้ทวารวดีกลายเป็น"อาณาจักร"ไปซะเพื่อความง่ายในการจัดลำดับยุคสมัยทางศิลปะ
[size=-1]

           ชื่อทวารวดีถูกใช้เป็นครั้งแรกโดย "ศ.ยอร์ช เซเดส์" ในปี 2472 เพื่อเรียกกลุ่มโบราณสถานที่มีลักษณะเดียวกันในกระจายตัวอยู่ในภาคกลางเป็นจำนวนมาก

               ปี 2486 มีการค้นพบเหรียญเงินที่จารึกด้วยภาษาสันสกฤต(อินเดียเหนือ) มีข้อความว่า "ศรีทวารวดี ศวรปุณยะ"แปลว่า "พระเจ้าศรีทวารวดีผู้มีบุญอันประเสริฐ" และนี่คือจุดเริ่มต้นของชื่อ"ทวารวดี"อันเป็นที่ยอมรับกันในประเทศไทย
           พัฒนาการของศาสนาพุทธที่เข้ามาสู่สุวรรณภูมิในยุคทวารวดีว่ามาจากหลายสายและมีความหลากหลายคือ

ลัทธิหีนยานนิกายมหาสังฆิกะ และนิกายมูลสรรวาสติวาท ( พุทธศตวรรษที่ 11 - 13 )
• ลัทธิมหายาน ( พุทธศตวรรษที่ 11 - 16 )
• นิกายสุขาวดี (พุทธศตวรรษที่ 9 )
• ลัทธิหีนยาน นิกายเถรวาท ( พุทธศตวรรษที่ 13 - 15 )

อิทธิพลพุทธศาสนาจากลุ่มแม่น้ำกฤษณา - โคทวารี แคว้นอานธระ
• คติพุทธศาสนาจากเมืองอมรวดี (นิกายมหาสังฆิกะ นิกายย่อยพหุศรูติยะ ไจตยกะ อปรไศละ)
• คติพุทธศาสนาจากเมืองนาคารชุนโกณฑะ (ลัทธีหีนยาน นิกายมหิศาสกะ นิกายมหาสังฆิกะนิกายมหายาน นิกายย่อยพหุศรูติยะ นิกายย่อย อประมหาวินะเสลิยะ นิกายย่อยโลกุตตรวาท และ นิกายมหาวิหารจากลังกา )

อิทธิพลพุทธศาสนาจากศูนย์กลางพุทธศาสนาในอินเดียภาคตะวันตก
• คติพุทธศาสนาจากแคว้นคุชราตแคว้นเสาราษฏร์ ( ลัทธิเถรวาทหรือลัทธิหีนยาน นิกายย่อยสางมิติยะ)

อิทธิพลพุทธศาสนาจากอินเดียภาคเหนือและแคว้นเดคข่านในสมัยคุปตะ
( พุทธศตวรรษที่ 9 - 14 )
• คติพุทธศาสนาจากอินเดียเหนือ นครมถุรา สารนาท ( ลัทธิมหายาน )
• คติพุทธศาสนาจาก นครพุทธคยา และนาลันทา ( ลัทธิมหายาน และลัทธิหีนยาน )


.
ภาพ : ปูนปั้นประดับฐานเจดีย์เขาคลังใน เมืองโบราณศรีเทพ

           เราจะเห็นว่า ศาสนาพุทธในลัทธิต่าง ๆ เพิ่งจะเดินทางเข้ามาในสุวรรณภูมิหลังพุทธศตวรรษที่ 11 ในสมัยคุปตะและส่งต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 13 - 14 ในศิลปะแบบปัลลวะและอมราวดี

         วัฒนธรรมของอินเดียในช่วงสามศตวรรษนี้ได้หลั่งไหลเข้ามาสุวรรณภูมิอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในยุคพุทธศตวรรษที่ 13 ที่รูปแบบของหลักแห่งพุทธ คือเสาพระธรรมจักรและกวางหมอบ เข้ามาประกาศตั้งอาณานิคม ( Colonial ) ของอินเดียโบราณเป็นจำนวนมาก หลายกลุ่มต่างใช้หลัก Buddo เป็นหลักในการปกครองผู้คนในอาณัติ ขยายตัวจากการติดต่อการค้าเดิม เป็นกลุ่มเมืองและกลายเมืองรูปวงกลมในราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 เป็นต้นมา
         หลายกลุ่ม Buddo หรือ Budda ในช่วงต้นราวพุทธศตวรรษที่ 11 หรือราว 1500 ปีทีแล้ว เข้ามาอย่างไร เข้ามาอย่างง่าย ๆ แล้วผู้คนที่อาศัยอยู่ก่อนหน้านั้นจะยอมรับหรือ ? ยอมรับให้มาแย่งที่ทำกิน แย่งทรัพยากรและยอมให้มาปกครองตนเองนั่นหรือ ?

            จากการสำรวจแหล่งโบราณคดียุคเชื่อมต่อที่มีอยู่มากมาย อาจจะมีเหตุของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ ผมเชื่อว่า การเปลี่ยนผู้มีอำนาจในการคุมทรัพยากรจากแดนชมพูทวีป ย่อมเกิดการฆ่าฟันและต่อสู้เพื่อการบังคับเข้ารีตและไม่ยอมเข้ารีต!!!

         การไม่ยอมเข้ารีต หลายกลุ่มที่เคยเป็นเครือข่ายการค้าตามเส้นทางการค้าและคมนาคมยุคโบราณ ต้องรับการหลั่งไหลของผู้คนต่างชาติพันธุ์  นักรบ นักบวชแลศาสนาความเชื่อที่ตนไม่เคยรู้จัก จะต้องเผาศพคนและลอยตะกอน จากที่เคยฝังและใส่เครื่องใช้เครื่องประดับเอาไว้ใช้ในโลกหน้า จากที่เคยเชื่อในเรื่องของการเกิดใหม่ กลายเป็นความเชื่อเกี่ยวกับการดับสูญ

          รายละเอียดของการผสมผสาน น่าจะ"รุนแรง"และ"โหดร้าย" กลุ่มอำนาจหลากหลายจากอินเดียโบราณประสบชัยชนะ ชุมชนพื้นเมืองเริ่มถูกกลืนและกลายเป็นลูกผสม ซึ่งในเวลานั้นเอง ชนกลุ่มมองโกลอยด์จากแผ่นดินจีนก็เคลื่อนย้ายลงมาผสมด้วย แต่แตกต่างส่วนผสมกันตามภูมิประเทศใกล้ไกล

           ปรากฏการณ์ทวารวดี จึงเป็นช่วงเวลาการผสมผสานระหว่างผู้คน กลุ่มคนกลายมาเป็นกลุ่มคนกลุ่มใหม่ กลุ่มใหญ่ที่เข้าครอบครองสุวรรณภูมิอย่างสมบูรณ์ในช่วงปรากฏการณ์ทวารวดี โดยมีความเหมือนกันคือ หลัก Buddo นี่เอง
         กลุ่มคนนี้ มีภาษาในกลุ่มออสโตรนิเชียน (มอญ-เขมร) จนหลายครั้งที่นักวิชาการมักจะบอกว่า ชาวทวารวดีเป็นคนมอญและบางส่วนเป็นคนเขมรในปัจจุบัน

           ส่วนผมก็เชื่อว่า คนทวารวดี ก็คือคนที่กลายมาเป็นคนสยามส่วนหนึ่งในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19  - 22 และกลืนกลายกับลูกผสมมองโกลอยด์ภาษาตระกูลไท พวกออสโตร-ไท จนกลายมาเป็นชาวสยามในยุค 22 - 24 และหลายส่วนก็ผสมกับจีนมองโกลอยด์รุ่นหลังอีกครั้งหนึ่งในพุทธศตวรรษที่ 24 - 25 กลายมาเป็นคนไทยที่หลากหลายในปัจจุบัน
          ปรากฏการณ์ทวารวดี ได้ก่อให้เกิดเมืองรูปวงกลมขึ้นในฐานะของเมืองควบคุมเส้นทางการค้าและเส้นทางของการควบคุมคน ไพร่พลและแรงงานในระบบของรัฐแบบหลวม ๆ ผมเชื่อว่า ทุกเมืองมีความสัมพันธ์กันแต่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมระหว่างกัน ในช่วงเวลานั้น เมืองโบราณทวารวดีจะมีกลุ่มบ้านใหญ่(โคตรตระกูล) กระจายตัวอยู่รอบ ๆ เมืองเป็นกลุ่ม ๆ หรืออาจะเรียกกันได้ว่า ทวารวดีเป็น"รัฐเริ่มแรก"หรือ "เมืองเริ่มต้น"ของสยามประเทศก็ไม่น่าจะผิดนัก
.
ภาพ : เหรียญเงินในวัฒนธรรมก่อนประวัติศาสตร์และทวารวดี รูปพระอาทิตย์และตราศรีสัตสะ

          จริง ๆ Blog นี้ผมตั้งใจจะพาพวกเราไปเที่ยวตามเส้นทางสายโบราณคดี ในเรื่องแรกนี้ผมจึงขออนุญาตพาท่านไปเที่ยวตามเส้นทางทวารวดีตะวันตก (จังหวัดนครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี) กันนะครับ!!!

          เส้นทางสายตะวันตก เราสามารถเดินทางได้ 3 สายเส้นทางใหญ่ จัด Routing ได้ 2 แบบ แบบแรก ผ่านนครปฐมไปจบที่เพชรบุรี เส้นทางท่องเที่ยวนี้จะเก็บเมืองโบราณแบบทวารวดีได้ทั้งหมดภายใน 1 วัน โดยออกเดินทางจากถนนบรมราชชนนี เข้านครปฐม ออกราชบุรี และไปจบที่ชะอำ ปลายสุดของทวารวดีแดนใต้
            เส้นทางที่สองเอาแบบพาครอบครัวไปเที่ยวแบบ ชิว ๆ ก็เดินทางจากกรุงเทพมาตามเส้นทางถนนธนบุรี - ปากท่อ แวะเที่ยวพิพธภัณฑ์ที่เขาวัง เราจะพบเครื่องปูนปั้นทวารวดีชิ้นเอกจากเจดีย์ทุ่งเศรษฐีจัดแสดงอยู่ - เดินทางไปพักผ่อนชายทะเลที่ชะอำ หรือหาดเจ้าสำราญ แต่ขอแนะนำที่หาดเจ้าสำราญเพราะเงียบสงบกว่า อาหารทะเลก็ถูก - เดินทางกลับมาทางปากท่อ แวะเมืองโบราณทวารวดีที่คูบัว - แวะเมืองโบราณนครปฐม นมัสการพระปฐมเจดีย์ในช่วงเย็น - แวะชมเจดีย์โบราณที่วัดพระประโทณ และค่อยเดินทางกลับ อย่าลืมซื้อส้มโอหวานและน้ำตาลสดกลับมาฝากคนที่รักด้วยนะครับ

            เส้นทางสายทวารวดีตะวันตก เริ่มต้นจากเมืองโบราณนครปฐม ที่เชื่อว่าเมื่อประมาณ 1,600 - 2,000 ปีที่แล้ว หรือในราวพุทธศตวรรษที่ 8 ภูมิสัญฐานธรณีของพื้นดินในปริเวณนี้ เป็นแนวสันทรายทะเลตม น้ำทะเลขึ้นสูงกว่าในปัจจุบันราว 10 เมตร น้ำทะเลท่วมถึงนครปฐมและค่อยงวดลงมาเมื่อราว 1,000 ปีที่แล้ว หรือในราวพุทธศตวรรษที่ 15 ลงมา
           เมืองโบราณนครปฐม มีลักษณะตั้งเมืองตามลำน้ำโบราณแนวตะวันออก - ตะวันตก มีเจดีย์หลักกลางนคร คือ"เจดีย์พระประโทณเจดีย์" (ที่ปัจจุบันกำลังมีการบูรณะ(อย่างน่าระอาใจ)อยู่) และเจดีย์จุลประโทนที่มีชื่อเสียงของภาพปูนปั้นรอบฐานปะทักษิณองค์เจดีย์ ภาพปูนปั้นเป็นเรื่องราวในชาดก ซึ่งเป็นอิทธิพลของพุทธศาสนแบบมหายาน อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 13 มีพระปฐมเจดีย์เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่นอกเมือง แต่ด้วยเวลาผ่านไป เส้นการเดินทางทางน้ำและบกนำให้ล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 เสด็จมาพบพระปฐมเจดีย์ก่อน จึงทรงสร้างพระสถูปลังกาใหญ่ครอบทับตามตำนานพระยากงพระยาพานที่กำลังเป็นนิทานเรื่องนิยมในท้องถิ่นนั้น และทรงใส่เรื่องราวของสมณทูตจากชมพูทวีป(ในพุทธศตวรรษที่ 3 อ้างในคัมภีร์ลังกาวงศ์พุทธศตวรรษที่ 20)เป็นปฐมเรื่องของการอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ

          ปูนปั้นชาดกที่สวยงามและหลักฐานของทวารวดีโบราณ ท่านสามารถชมและจินตนาการความหลากหลายของศาสนาและผู้คนในยุคนั้นได้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์ ที่อยู่ในรั้วของวัดพระปฐมเจดีย์นั่นเอง
          แต่ก็ขอแนะจำให้ลองเดินบนฐานปะทักษิณชั้นสองขององค์พระปฐมเจดีย์ที่นั่นจะมีพิพิธภัณฑ์ของวัด เป็นที่เก็บรวบรวมศิลปโบราณวัตถุมากมาย และแปลกตา แปลกใจ แปลกประหลาดก็มากโขอยู่
         ในช่วงรัชกาลที่ 4 วัตถุโบราณจำนวนมากถูกเคลื่อนย้ายและบูรณะตามสมัยนิยม ซึ่งก็ไม่ได้เก็บเรื่องราวทาง"วิทยาศาสตร์" ไว้ซักเท่าใดนัก แต่กก็ยังดีที่เรายังสามารถพบเห็นเสาพระธรรมจักรเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญ เป็นเสาที่ตั้งขึ้นตามแบบของอินเดียโบราณไม่ผิดเพี้ยน และใช้วัสดุจากอินเดีย จึงเชื่อได้ว่านำเข้ามาในยุคแรก ๆ ของการครอบครองสุวรรณภูมิโดยสถานีการค้าหรืออาณานิคมของกรีก - อินเดียในยุคต้น

          พระประโทนเจดีย์ มีการสร้างปรางค์(ขาว)ค่อมทับไว้ตามคติความเชื่อต่อจากรัชกาลที่ 4 ที่ทรงวินิจฉัยเจดีย์ร้างนอกเมืองของนครปฐมโบราณว่า ในสมัยหนึ่งมีการสร้างปรางค์อยู่ด้านบน ซึ่งปรางค์ดังกล่าวเป็นไปได้ที่ "อาจจะ" เป็น "ปราสาท" แบบศิลาแลงที่สร้างขึ้นใหม่ทับองค์เจดีย์เดิมในราวพุทธศตวรรษที่ 18 เช่นเดียวกับที่พบที่ราชบุรี พงตึก โกสินารายณ์และกำแพงแลง
          หลักฐานอิทธิพลของอโรคยศาลาถูกปิดตายไปพร้อมกับปริศนา ด้วยการสร้างพระมหาสถูปอันเป็นปฐมครอบทับเชื่อมโยงกับความเชื่อของการเผยแพร่พระศาสนาและผสมกับนิทานพระยากง พระยาพาน กลายมาเป็นการประมวลประวัติศาสตร์ใหม่จัดเป็นเรื่องราว และกลายเป็นภาพเขียนฝาผนังในวิหารด้านด้านหนึ่งของระเบียงคด ซึ่งก็สวยงามและเป็นประวัติศาสตร์แบบไทย ๆ
           พระประโทณเจดีย์กำลังบูรณะ ในขณะที่ใกล้ ๆ กัน ถนนข้างโรงเรียนเทคนิคนครปฐม จะพาท่านไปพบกับสถูปโบราณที่มีชื่อเสียง คือเจดีย์จุลประโทน ที่พบร่องรอยและปูนปั้นชาดกเรื่องเล่าทางคติมหายาน ปัจจุบัน สภาพแวดล้อมดูไม่ได้ เพราะรกชัฏและเสื่อมสภาพลงอย่างรุนแรง

ภาพเจดีย์จุลประโทนเมื่อครั้งขุดแต่งเสร็จสิ้น

เจดีย์จุลประโทนในปัจจุบัน
เจดีย์พระประโทณ กำลังบูรณะแต่งเติมให้"เต็ม" แต่รู้สึกว่ากรมศิลปากรจะทำงาน"กระจอกไปหน่อย " น่าจะเติมให้เต็มทั้งปูนปั้นรูปยักษ์แคระและรูปชาดกซะเลย หรือว่าแต่งแค่ใช้อิฐมัน"ประหยัด"งบ"รับประทาน"คล่องกว่า ก็ไม่รู้ได้ ?

            หากเดินทางจากพระประโทณเจดีย์ นมัสการพระปฐมเจดีย์ที่บรรจุพระอังคารของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 หลังพระร่วงโรจนฤทธิ์แล้ว ก็เดินทางต่อออกมาทางเส้น Bypass ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดหน้าพระเมรุ กองอิฐจากการบูรณะอีกโบราณสถานหนึ่ง วัดนี้มีความสำคัญที่เพราะค้นพบพระทวารวดีปางปฐมเทศนาขนาดใหญ่ และเชื่อว่าถูกเคลื่อนย้ายไปที่กรุงศรีอยุธยาด้วย (ส่วนหนึ่งบูรณะสมบูณ์อยู่หน้าทางขึ้นองค์พระปฐมเจดีย์)

             จากนครปฐม แนะนำให้เดินทางมายังบ้านโป่งตามเส้นทางไปยังจังหวัดราชบุรี ทางซ้ายมือเมื่อข้ามแม่น้ำแม่กลอง ท่านจะเห็นพระปรางค์เก่าแก่อายุในราวพุทธศตวรรษที่ 19 สร้างทับอโรคยศาลาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 จนกลายมาเป็นพระมหาธาตุของเมืองเช่นเดียวกับที่นครปฐม แต่ฐานปรางค์ไม่ได้สร้างค่อมทับเจดีย์สมัยทวารวดี แต่มีจุดเด่นที่โคปุระและกำแพงล้อมที่มีภาพพระไภสัชยคุรุประภานั่งประทับในซุ้มเรือนแก้ว แกะสลักจากหินทรายสีแดงสวยงาม


           พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติราชบุรี ก็เป็นน่าไปเที่ยวนะครับ เป็นที่เก็บวัตถุโบราณสำคัญในสมัยทวารวดียุคหลังของเมืองคูบัว ที่เชื่อว่ามีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 15 - 16 ช่วงที่น้ำทะเลเริ่มงวดลงแล้ว ปูนชั้นชิ้นเอกของเมืองคูบัวภาพ "ปัญจดุริยสตรี" อันเป็นเอกลักษณ์ของทวารวดีที่นักดนตรีชั้นสูงกลับเป็น"หญิง"ในขณะที่ในอินเดียนักดนตรีจะเป็น"ชาย" แสดงให้เห็นว่า ลัทธิชายเป็นใหญ่ของอินเดียถูกผสมผสานด้วยพื้นเมืองนิยม ดั่งสิทธิสตรีของสุวรรณภูมิไม่ได้ต่ำไปกว่าชาย นี่คืออีกหนึ่งในปริศนาที่ยังคงเป็นข้อถกเถียงกันของปรากฏการณ์ทวารวดี!!!
          เมืองโบราณคูบัวตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองราชบุรีไปประมาณ 10 กิโลเมตร แผนผังของเมืองโบราณเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าวางตัวตามแนวเหนือ-ใต้ มีคูน้ำคันดินกำแพงเมืองล้อมรอบขนาดความกว้าง 800 เมตร ความยาว 2,000 เมตร ภายในและนอกเขตกำแพงเมืองโบราณพบโบราณสถานที่ก่อสร้างด้วยอิฐจำนวนมากกว่า 60 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นพุทธสถานทั้งฝ่ายหินยาน เถรวาทและมหายาน ที่มีการประดับตกแต่งด้วยประติมากรรมรูปพระพุทธรูป พระโพธิสัตว์ เทวดา บุคคล และลวดลายต่างๆ ที่ทำมาจากดินเผาและปูนปั้น ในเขตพื้นที่เมืองคูบัวมีการสำรวจพบปูชนียวัตถุที่ทำขึ้นเนื่องในพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก เป็นต้นว่า พระพิมพ์ดินเผา พระพุทธรูป พระธรรมจักร รวมทั้งโบราณวัตถุอันเป็นเครื่องประดับหรือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ชิ้นส่วนภาชนะดินเผา แวดินเผา ตะคันดินเผา ตุ้มหู แหวน กำไล ลูกปัด หินบด เป็นต้น
         เมืองคูบัวมีเจดีย์ทวารวดีปรากฏทรากมากมาย ส่วนใหญ่ถูกบูรณะและ"สร้างใหม่"แล้ว ตั้งแต่ปี 2500 เป็นต้นมา ถ้าเดินทางโดยรถไฟ เราจะตัดผ่าเมืองคูบัวทางทิศตะวันออกโดยไม่รู้ตัว
เจดีย์วัดโขลง เป็นเจดีย์หลักของเมืองคูบัว
           ที่เมืองโบราณคูบัว มีชาวกลุ่มชาติพันธุ์ลาวยวนหรือไทยยวน ถูกกวาดต้อนมาตั้งแต่ครั้งต้นรัตนโกสินทร์ มีสินค้าขึ้นชื่อคือ "ผ้าทอลายตีนจก" อันเป็นสินค้าขึ้นชื่อของคูบัว นอกจากนี้ยังมี "จิปาถะสถาน" อันเป็นที่รวบรวมประวัติศาสตร์สังคมและวิถีชีวิตของชาวคูบัวมาตั้งแต่ครั้งทวารวดี สร้างขึ้นโดยกลุ่มผู้อวุโสชาวไทยยวนร่วมกันรวบรวมสิ่งของและประวัติศาสตร์ของบ้านคูบัวไว้ จัดเป็นนิทรรศการที่ทันสมัยน่าเยี่ยมชมเป็นอย่างมาก
          จากเมืองคูบัว ตามเส้นทางสายปากท่อเข้าสู่จังหวัดเพชรบุรีเพียง 50 กว่ากิโลเมตร และออกจากเพชรบุรีไปทางชะอำอีก 40 กิโลเมตรมาถึงอำเภอชะอำ ทางซ้ายมือท่านจะเห็น"เขาใหญ่" ให้เลี้ยวซ้ายเข้าชุมชนโคกเศรษฐี จะพบกับหน้าผาเขาจอมปราสาท อันเป็นที่ตั้งของสถูปทวารวดีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและอยู่ทางใต้สุดของทวารวดีในสุวรรณภูมิ
          เจดีย์ทุ่งเศรษฐีเป็นสถูปเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ ก่ออิฐสอดิน(ผสมยางไม้ตามสูตรโบราณ) ฉาบปูนขาวตำจากหอยทะเล ส่วนฐานมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดความกว้างประมาณ 25 เมตร เป็นฐานประทักษิณซึ่งมีบันไดทางขึ้นด้านทิศตะวันออกและตะวันตก รองรับฐานเจดีย์ที่มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสยกเก็จบริเวณกึ่งกลางด้านและมุมทั้งสอง ชั้นล่างสุดเป็นฐานหน้ากระดานซ้อนกันสองชั้น รองรับฐานบัววลัย มีส่วนของท้องไม้ขยายสูง มีลวดบัวตรงกึ่งกลางจำนวน ๓ แนว แถวบนและล่างก่อเรียบ ส่วนแถวกลางก่ออิฐยื่นสลับกันบริเวณที่อิฐนูนขึ้นมาฉาบปูนเป็นรูปสี่เหลี่ยมปาดมุม ทำให้เกิดช่องว่างสลับกับปุ่มนูนโดยรอบ ถัดจากท้องไม้ขึ้นไปเป็นหน้ากระดานมีการประดับเสาติดผนังและแบ่งเป็นช่องๆ ช่องละประมาณ ๘๐ เซนติเมตร เพื่อประดับประติมากรรมปูนปั้นรูปคนแคระแบก เหนือขึ้นไปเป็นหน้ากระดานสี่เหลี่ยมรองรับผนังก่ออิฐมีเสาประดับผนังตกแต่งคล้ายส่วนแรก แต่มีขนาดความกว้างและความสูงมากกว่า ถัดจากผนังส่วนนี้ขึ้นไปเป็นส่วนบนขององค์เจดีย์ซึ่งมีสภาพชำรุดพังทลายลงมาเกือบหมด จากหลักฐานชิ้นส่วนประกอบสถาปัตยกรรมที่พบ สันนิษฐานได้ว่ารูปทรงสัณฐานขององค์เจดีย์ทุ่งเศรษฐีส่วนบนน่าจะเป็นทรงกลมมีเจดีย์บริวารทรงกลมขนาดเล็กที่มุมทั้งสี่ บริเวณส่วนยอดเป็นปล้องไฉนประดับด้วยอมลกะ ดังลักษณะของสถูปเจดีย์จำลองและยอดสถูปที่พบจากเมืองอู่ทอง

           เจดีย์ทุ่งเศรษฐีสมัยก่อนมีการลักลอบขุดลงไปตรงแก่นกลาง คาดว่าน่าจะได้พระบรมสารีริกธาตุ วัตถุโบราณมีค่าและพระเครื่องดินเผาไปแล้ว ก่อนหน้าปี 2520 หลังจากนั้นก็ยังมีการลักลอบขุดหาสมบัติอยู่เสมอ จนแทบไม่เหลือโบราณวัตถุที่มีค่า มีสำนักสงฆืไปตั้งอยู่ใกล้ ๆ เมื่อปี 2535 ผมเดินทางเข้าไปก็พบปูนปั้นสวยงามรูปเทวดาและรูปอื่น ๆ ตกอยู่เกลื่อนกลาด กรมศิลป์เข้าไปบูรณะและสร้างใหม่สมบูรณ์เมื่อปี 2541 กลายเป็น"ปัจจุบันสถาน"อีกแห่งหนึ่ง

ภาพ : สถูปทุ่งเศรษฐี เมื่อขุดแต่งเสร็จสิ้น


ภาพ : ตอนบูรณะและสร้างใหม่ (ทำไมไม่ใส่ปูนปั้นเลียนแบบของเก่าเข้าไปด้วย จะได้สมบูรณ์ถูกใจ"การท่องเที่ยว"มากกว่านี้)

          นอกจากเจดีย์ทุ่งเศรษฐี ทวารวดีแห่งแดนใต้นี้แล้ว ในระหว่างทางกลับเข้าเพชรบุรี แถวบ้านยาง หนองปรง ไปจนถึงเขาย้อย หลายแห่งล้วนมีร่องรอยของทวารวดีอยู่อย่างหนาแน่น มีร่องรอยเจดีย์อีกประมาณ 3 - 5 แห่ง เศษวัตถุโบราณ ทั้งที่เป็นโกลนพระพุทธรูป เป็นธรรมจักร เป็นกวางหมอบและอีกมากมาย

254

กระทู้

23

เพื่อน

7404

เครดิต

ผู้นำกองทัพธรรม

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.1 Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.5

โพสต์เมื่อ 25-6-2011 10:17:54 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย promanee เมื่อ 2011-6-25 10:18

ประวัติความเป็นมาของการเกิดอาณาจักรทวารวดี
             อาณาจักรทวารวดี เจริญรุ่งเรืองขึ้นในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 และได้แผ่อิทธิพลทางวัฒนธรรมที่รับมาจากอินเดียไปทั่วทุกภาคของประเทศโดยเฉพาะความเชื่อทางพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท คำว่า ทวารวดี ปรากฏในบันทึกการเดินทางของภิกษุจีนรูปหนึ่ง และได้เทียบคำว่า อาณาจักร โต-โล-โป-ตี้ หรือ ตว้อ-หลอ-ปอ-ตี้ ตามสำเนียงจีน ว่า ตรงกับคำว่า อาณาจักร -วา---ดี บันทึกการเดินทางของภิกษุจีน ซึ่งบันทึกไว้ราวพุทธศตวรรษที่ 13 หรือเมื่อประมาณ 1,300 ปีมาแล้ว กล่าวว่า เป็นอาณาจักรที่ตั้งอยู่ระหว่างอาณาจักรศรีเกษตร(ปัจจุบันอยู่ในประเทศพม่า)และอาณาจักรอิศานปุระ อยู่ในประเทศกัมพูชา ดังนั้นอาณาจักรทวารวดีจึงตั้งอยู่ในดินแดนประเทศไทยปัจจุบันจากการศึกษาของนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าประชาชนของทวารวดีเป็นชาวมอญ อพยพมาจากแถบตะวันตกของจีนลงมาทางใต้ตามลำน้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน เข้าสู่พม่าตอนล่าง และดินแดนลุ่มน้ำเจ้าพระยา เมื่อประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ 6


254

กระทู้

23

เพื่อน

7404

เครดิต

ผู้นำกองทัพธรรม

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.1 Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.5

โพสต์เมื่อ 25-6-2011 10:21:44 |ดูโพสต์ทั้งหมด
หลักฐานแสดงความเป็นมาของอาณาจักรทวารวดี

การศึกษาค้นคว้าของนักวิชาการในสมัยต่อมาต่างก็ยอมรับว่า ในดินแดนประเทศไทยมีอาณาจักรทวารวดีเมื่อได้พบเหรียญเงิน 2 เหรียญที่โบราณสถานเนินหิน ใกล้วัดพระประโทนจังหวัดนครปฐมเมื่อ ..2486เหรียญเงินทั้งสองนั้น ด้านหนึ่งมีข้อความจารึกเป็นภาษาสันสกฤตอ่านได้ว่าศรีทวารวดี ศวรปุณยะ ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า บุญของผู้เป็นเจ้าแห่งทวารวดี จึงเป็นสิ่งย้ำว่า อาณาจักรทวารวดีนั้นมีอยู่จริง หลังจากนั้นได้พบเหรียญที่มีจารึกแบบเดียวกันนี้อีก เหรียญที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรีและที่เมืองโบราณบ้านคูเมือง อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี แห่งละเหรียญ


254

กระทู้

23

เพื่อน

7404

เครดิต

ผู้นำกองทัพธรรม

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.1 Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.5

โพสต์เมื่อ 25-6-2011 10:43:34 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย promanee เมื่อ 2011-6-25 11:17



อาณาเขตและที่ตั้งศูนย์กลางอาณาจักรทวารวดี

                         สันนิษฐานว่า ศูนย์กลางของมอญคือเมืองสะเทิมหรือสุธรรมวดี ตำนานของเผ่าต้องซู่ ซึ่งเป็นกะเหรี่ยงพวกหนึ่งเขียนไว้ว่าสะเทิมเป็นเมืองโบราณของต้องซู่ คำว่า สะเทิม มาจากคำว่า สะทูในภาษาต้องซู่ แปลว่า ศิลาแลงเพราะมีศิลาชนิดนี้มากที่ภูเขาใกล้เมืองสะทู แต่ตำนานเขียนเพี้ยนเป็นสะเทิมอาณาจักรทวารวดีมีอาณาเขตและที่ตั้ง ตั้งแต่บริเวณเมืองสะเทิมในพม่า มาถึงประเทศไทยปัจจุบันคือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือที่ลำพูนในปัจจุบันศูนย์กลางของอาณาจักร ในระยะแรกสันนิษฐานว่าตั้งอยู่ที่เมืองอู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาอาจย้ายไปอยู่ที่เมืองนครปฐม หรือไม่ก็อยู่ที่เมืองคูบัว ในเขตจังหวัดราชบุรีในปัจจุบัน เนื่องจากบริเวณทั้ง 3 แห่งดงกล่าว มีร่องรอยเมืองโบราณ ศิลปวัตถุ และโบราณสถานแบบทวารวดีเป็นจำนวนมากเหมือนๆกัน แต่ก็ยังสรุปไม่ได้แน่นอนโดยพิจารณาดังนี้

1.เมืองนครปฐมโบราณ (เมืองพระประโทน หรือเมืองนครชัยศรี ได้รับการสันนิษฐานว่าน่าจะเคยเป็นราชธานีของอาณาจักรทวาราวดีเจริญรุ่งเรืองขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 12 โดยพิจารณจากการค้นพบเหรียญเงินถึง 2 เหรียญ ที่มีจารึกว่า ศรีทวารวดีศวรปุณยะ ซึ่งแปลว่า บุญของผู้เป็นเจ้แห่งทวารวดี เมืองนครปฐมโบราณจึงน่าจะมีความสำคัญมากกว่าเมืองอื่นๆ คำว่า ทวารวดี ที่ปรากฏสืบมา อยู่ในสร้อยนามของเมืองหลวงเก่าของไทยในสมัยหลัง เช่น กรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา ผังเมืองนครปฐมโบราณที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย การพบจารึกภาษามอญที่เก่าที่สุด
โบราณสถาน โบราณวัตถุที่พบอย่างมากมาย และโบราณสถานแต่ละแห่งล้วนมีขนาดใหญ่
2. เมืองอู่ทอง สันนิษฐานว่าเมืองอู่ทอง น่าจะเป็นเมืองหลวงหรือราชธานีอย่างน้อยช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยพิจารณาจากการพบเหรียญเงินที่มีจารึกว่า ศรีทวารวดี ศวรปุณยะ จำนวน 2 เหรียญ ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นแห่งเดียวที่พบจารึกกล่าวถึงพระนามกษัตริย์ คือ พระ
เจ้าหรรษวรมัน จารึกอยู่บนแผ่นทองแดง กำหนดอายุจากตัวอักษรประมาณพุทธศตวรรษที่ 13-14 เมืองอู่ทองจึงน่าจะเป็นเมืองหลวงของกษัตริย์พระองค์นี้โบราณสถานโบราณวัตถุภายในเมืองและบริเวณใกล้เคียงที่พบอย่างหนาแน่น โดยเฉพาะโบราณวัตถุสมัยแรกกับอิทธิพลอินเดีย เช่น ลูกปัดรูปแบบต่างๆ เหรียญโบราณ เป็นเมืองที่มีความเจริญมานานไม่ขาดสาย ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และเจริญสืบเนื่องต่อกันมาถึงสมัยฟูนัน พุทธศตวรรษที่ 6-9 อาจเป็นเมืองหลวงของฟูนันด้วย จนถึงสมัยทวาราวดี
3. เมืองลพบุรี โดยพิจารณาจากเหรียญเงินมีจารึกเป็นภาษาสันสกฤตว่า ลวปุระ(หรือละโว้ ชื่อเดิมของเมืองลพบุรี) ที่เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี





โบราณสถานเมืองศรีมโหสถ
ตั้งอยู่ที่บ้านโคกวัด ตำบลโคกปีบ เป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดีขนาดใหญ่ มีลักษณะเป็นรูปไข่ หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้ามุมมน มีเนื้อที่ประมาณ 700 ไร่


ลักษณะของเมืองมีคูเมือง และคันดินกำแพงเมืองล้อมรอบคูน้ำ ภายในเมืองมีโบราณสถาน เนินดิน สระน้ำ บ่อน้ำ กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปกว่า 100 แห่ง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยทวารวดี ฐานก่อด้วยศิลาแลง ด้านบนก่อด้วยอิฐ ด้านหลังมีบ่อน้ำก่อด้วยศิลาแลง
โบราณวัตถุที่ขุดพบ ได้แก่ เทวรูปต่าง ๆ และเศษเครื่องปั้นดินเผา สมัยลพบุรี สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ ภูเขาทอง เป็นเจดีย์รูปกลม ลักษณะเหมือนโอคว่ำ สมัยทวารวดี โบราณสถานหมายเลขที่ 25 เป็นเทวาลัย รากฐานอาคารเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่อด้วยศิลาแลง อายุราวพุทธศตวรรษที่ 11-12 โบราณสถานสระแก้ว เป็นโบราณสถานที่เป็นสระน้ำโบราณ สระน้ำขุดลงไปในชั้นของศิลาแลงธรรมชาติ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้นอกเมืองศรีมโหสถ ตัวสระเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส มีทางลงทำเป็นขั้นบันได ผนังขอบสระทุกด้านมีการแกะสลักภาพนูนต่ำเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เช่น รูปช้าง สิงห์ หมู กินรี งูพันเสา สัตว์เหล่านี้เป็นสัตว์ชั้นสูง สันนิษฐานว่าเป็นสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา อายุราวพุทธศตวรรษ ที่ 10-11











254

กระทู้

23

เพื่อน

7404

เครดิต

ผู้นำกองทัพธรรม

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.1 Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.5

โพสต์เมื่อ 25-6-2011 10:55:01 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย promanee เมื่อ 2011-6-25 10:58

แนวคิดและทฤษฎีของการเกิดอาณาจักรทวารวดี

            ทฤษฎีทวารวดีเป็นอาณาจักรและมีเมืองเป็นศูนย์กลางนักวิชาการที่เชื่อในทฤษฎีนี้เชื่อว่าทวารวดีมีรูปแบบการปกครองเป็นอาณาจักรและมีเมืองในภาคกลางหรือบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างเป็นศูนย์กลางอำนาจอาจเป็นเมืองนครปฐมโบราณหรือเมืองอู่ทองที่อำเภออู่ทองจังหวัดสุพรรณบุรีหรือเมืองลพบุรีทฤษฎีทวารวดีเป็นกลุ่มเมืองหรือรัฐอิสระไม่ขึ้นต่อกันจากการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดีในระยะหลังนักโบราณคดีได้พบเมืองสมัยทวาราวดีมากขึ้น
เรื่อยๆและยังพบกระจายอยู่ตามภาคต่างๆของประเทศไทยดังนั้นจึงเกิดคำถาม
ต่อมาว่าแสนยานุภาพของอาณาจักรทวารวดีจะมีจริงหรือไม่ที่จะควบคุมเมืองต่างๆทั่วประเทศได้ปัจจุบันนักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าทวารวดียังไม่มีองค์ประกอบเพียงพอกับการเป็นอาณาจักรใหญ่เพราะว่า

- จากข้อมูลทางโบราณคดีไม่เคยพบร่องรอยป้อมค่ายประตูหอรบหรืออาวุธในการสงครามอย่างที่อาณาจักรควรเป็น
- จากข้อมูลทางเอกสารก็ไม่มีการกล่าวถึงการแผ่อำนาจทางการเมืองจากเมืองศูนย์กลางไปครอบคลุมยังเมืองอื่นๆโดยรอบรวมทั้งระบบส่วยและบรรณาการ


เจดีย์อิฐทรงแปดเหลี่ยมองค์นี้
ซึ่งมีสภาพสมบูรณ์ที่สุด
แสดงให้เห็นโครงสร้างทางสถาปัตยกรรม
และศิลปกรรมแบบเฉพาะของสมัยทวารวดี
ซึ่งคล้ายคลึงกับสถาปัตยกรรมในสมัยเดียวกัน
ที่พบในภาคอื่นๆของประเทศไทย
เช่น ศาสนสถานในเขตเมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี
ศาสนสถานในเขตเมืองหริภุญไชย จังหวัดลำพูน



โปรดสังเกตลักษณะและขนาดของอิฐ
ที่เป็นวัตถุดิบในการก่อสร้างศาสนสถานนะครับ
ดูดีๆจะเห็นร่องรอยของแกลบข้าว
ซึ่งเป็นส่วนผสมในเนื้ออิฐ
หลักฐานเหล่านี้จึงบ่งชี้ว่า
ในสมัยทวารวดีมีการเพาะปลูกแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย
นอกจากนั้น ขนาดของอิฐเหล่านี้
ก็ยังมีลักษณะเฉพาะของอิฐสมัยทวารวดี
คือหนาและใหญ่



นอกจากโบราณสถานแล้ว
หลักฐานที่น่าสนใจ
อย่างที่ผมบอกไปในช่วงต้นแล้วว่าพบหนาแน่นที่นี่
ได้แก่กลุ่ม

เสมา

เสน่ห์ของเสมาหินที่เมืองฟ้าแดดสงยาง
คือการสลักภาพเล่าเรื่องพุทธประวัติ
หรือชาดกตอนต่างๆ เช่นใบนี้เป็นต้น



เข้าไปดูใกล้ๆ
เห็นรายละเอียดรูปหน้าและลักษณะทางกายภาพ
ของบุคคลในภาพสลัก



ส่วนนี่ ภาพสลักกลุ่มพรรณพืช



อีกใบค่ะ



ออกจากที่เขตกลุ่มโบราณสถาน
ผมกับลูกทัวร์ไปแวะวัดภายในหมู่บ้านซึ่งได้แก่

วัดโพธิ์ชัยเสมาราม

เพื่อดูกลุ่มเสมาหิน จำนวนมากที่เก็บรักษาไว้ที่นี่



ชิ้นนี้ จัดเป็น
Master piece
อีกชิ้นหนึ่งในกลุ่มโบราณวัตถุชิ้นสำคัญระดับชาติ
ของประเทศไทย



ที่เห็นในภาพเป็นชิ้นจำลองที่สร้างเลียนแบบ (Replica)
ส่วนโบราณวัตถุที่เป็นชิ้นดั้งเดิมจริงๆ
ปัจจุบันเก็บรักษาและจัดแสดงอยู่ใน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติขอนแก่น  

ปิดท้ายทริปนี้ด้วยเสมาหินทรงแปดเหลี่ยม
ดูไปดูมา คล้ายศิวลึงค์ เหมือนกันนะ




ใครผ่านไปแถวกาฬสินธุ์ มีเวลาลองแวะเที่ยวชมกันได้ค่ะ
อ้อ นอกจากแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแบบโบราณสถาน
หรือแหล่งโบราณคดีแล้ว
กาฬสินธุ์ยังเป็นแหล่งขุดค้นซากดึกดำบรรพ์ที่ใหญ่ที่สุด
แห่งหนึ่งของไทยและของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยนะคะ
ไดโนเสาร์ไม่ได้มีเฉพาะที่ขอนแก่นเท่านั้น
แต่ยังมีอีกหลายจังหวัดรวมทั้งที่กาฬสินธุ์
ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่
จึงมีการจัดตั้ง
สถาบันวิจัยทางโบราณชีววิทยา
(Paleontology)

ประจำประเทศไทย ขึ้นที่จังหวัดนี้
โดยตั้งอยู่ในเขต ภูกุ้มข้าว อำเภอสหัสขันธ์  

254

กระทู้

23

เพื่อน

7404

เครดิต

ผู้นำกองทัพธรรม

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.1 Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.5

โพสต์เมื่อ 25-6-2011 11:12:16 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย promanee เมื่อ 2011-6-25 11:14

เศรษฐกิจของอาณาจักรทวารวดี

                ทางการมีการส่งเสริมด้านสาธารณูปโภคประชาชนประกอบอาชีพทางการเกษตร เลี้ยงสัตว์การประมง
อีกทั้งยังมีฝีมือด้านงานช่างด้านต่างๆทำการค้าขายกับต่างชาติเนื่องจากเป็น
แหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ในบริเวณลุ่มแม่น้ำที่สำคัญเช่นบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำแม่กลองลุ่มแม่น้ำสุพรรณบุรีลุ่มแม่น้ำป่าสักและการค้าขายกับเมืองใกล้เคียง
โดยเฉพาะกับชาวต่างชาติ
โดยทางทะเล เช่นอินเดีย อาหรับ จีนและคาบสมุทรภาคใต้ยังมีชาวต่างชาติเช่นจีนและอินเดีย
นำ
เรือเข้ามาค้าขายและตั้งถิ่นฐานชั่วคราวผลิตผลที่สำคัญคือข้าว ของป่าและแร่ธาตุเมืองที่ตั้งอยู่ใกล้ทางน้ำที่ออกทางทะเลได้สะดวกจะเป็นเมืองท่าศูนย์กลางทางการค้าขายส่วนเมืองที่อยู่ลึกเข้าไปจะเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าเพื่อส่งมายังเมืองท่าอีกทีหนึ่ง




254

กระทู้

23

เพื่อน

7404

เครดิต

ผู้นำกองทัพธรรม

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.1 Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.5

โพสต์เมื่อ 25-6-2011 11:26:29 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย promanee เมื่อ 2011-6-25 11:38


การแต่งกายของชาวอาณาจักรทวารวดี

จากการศึกษาประติมากรรมที่ขุดค้นได้จากแหล่งโบราณคดีทวาราวดีที่สำคัญเช่นประติมากรรมปูนปั้นรอบฐานเจดีย์จุลประโทน จังหวัดนครปฐม ประติมากรรมดินเผาที่ประดับรอบฐานโบราณสถานคูบัว จังหวัดราชบุรี และประติมากรรมจำหลักบนใบเสมาที่พบจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทราบว่าบุรุษไว้ผมยาวมุ่นเป็นมวย และมีเครื่องประดับศีรษะ นุ่งผ้ามี 2 แบบคือ นุ่งผ้ายาวครึ่งน่อง และนุ่งโจงกระเบนแบบโธตี คาดเข็มขัดแบบต่างๆ มีผ้าคล้องไหล่ ลักษณะของผ้าที่ใช้ยังสามารถบอกถึงฐานะคนสมัยนั้นอีกด้วยเช่น พระเจ้าแผ่นดินทรงนุ่งผ้ายกดอก ขุนนางผู้ใหญ่และเจ้านายผ้า ยกดอกห่าง ถ้าขุนนาง ธรรมดาใช้ผ้ายกดอกสองชาย ส่วนราษฎรสามัญจะใช้ผ้ายกได้เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ส่วนผู้ชายคงใช้ผ้าฝ้ายกับผ้าทอจากปอกระเจา และประดับตกแต่งร่างกายด้วย เครื่องประดับต่างๆ ซึ่งสามารถจำแนกเครื่องประดับของบุรุษแต่ละประเภทดังนี้บุรุษนิยมไว้ผมยาว แล้วเกล้ามวยไว้ตรงด้านหลังศีรษะบนศีรษะมีการประดับผมทั้งเพื่อความสวยงาม และเพื่อแสดงฐานันดรศักดิ์ แต่มีบางกลุ่มที่ไว้ผมสั้นแค่คอ และหวีผมแสกกลาง ลักษณะของศิราภรณ์บุรุษ มีตั้งแต่แบบเรียบง่ายไปจนถึงประดิษฐ์เป็นมงกุฎประดับเพชรพลอยด้วยฝีมือช่างชั้นสูงผมทรงสั้นแค่คอ หวีแสกกลาง จับเป็นลอนตลอด น่าจะเป็นทรงผมของพวกนักรบดังดูได้จากภาพชาดกที่ประดิษฐานเจดีย์จุลประโทน ผมไว้ยาว มุ่นเป็นมวยไว้ด้านหลังท้ายทอยมักเป็นทรงผมของพราหมณ์ ผมไว้ยาว มุ่นเป็นมวยไว้บนกระหม่อมกลางศีรษะ มักเป็นทรงผมของชนชั้นสูง เครื่องประดับของสตรีคล้ายกับของบุรุษ คือ ประดับตั้งแต่ศีรษะจนถึงเท้า ภาพประติมากรรมสตรีดูจะมีน้อยกว่าภาพของบุรุษ แต่ปรากฏหลักฐานคือ สตรีเช่นเดียวกับบุรุษไว้ผมยาวและเกล้าผม ไว้กลางกระหม่อม ประดับตกแต่งศีรษะสุดแต่คิดว่างาม ตามความนิยมและตามฐานะ จากประติมากรรมพบว่า สตรีส่วนใหญ่ไว้ผมยาว และมุ่นมวยผมไว้เหนือท้ายทอยแต่ก็มีบางคนที่ไว้ผมสั้นแค่คอ และรวบผมเป็นจุกไว้ตรงกลาง ซึ่งผมที่รวบไว้ตรงกลาบางทีก็มีพวงดอกไม้หรือเกี้ยวประดับ หรือมีศิราภรณ์ทรงกรวยประดับลวดลายสวมรอบอีกทีหนึ่ง


          

254

กระทู้

23

เพื่อน

7404

เครดิต

ผู้นำกองทัพธรรม

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.1 Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.5

โพสต์เมื่อ 25-6-2011 11:32:34 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย promanee เมื่อ 2011-6-25 11:39



การเสื่อมสลายของอาณาจักรทวารวดี


                  ตอนปลายสมัยทวารวดีเมืองต่างๆของอาณาจักรทวาราวดีส่วนใหญ่ถูกทิ้งร้างสาเหตุเกิดจากแม่น้ำสำคัญที่เคยไหลหล่อเลี้ยงเมืองตื้นเขินหรือเปลี่ยนเส้นทางเดินทำให้ขาดแคลนน้ำใช้เมืองบางเมืองต้องย้ายที่ตั้งไปอยู่ที่ใหม่ใกล้ทางน้ำแต่ก็มีบางเมืองมีการอยู่อาศัยติดต่อมาอย่างไม่ขาดช่วงจนถึงสมัยอยุธยาในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 16 อิทธิพลทางวัฒนธรรมและการเมืองจากเขมรจากด้านตะวันออกได้แผ่เข้ามายังภาคกลางของประเทศไทยวัฒนธรรมทวาราวดีที่เคยรุ่งเรืองได้ถูกวัฒนธรรมเขมรเข้าครอบงำจนล่มสลายลง

             การสิ้นสุดของอาณาจักรทวารวดีอาจเป็นเพราะสาเหตุ 2 ประการคือประการแรกความแปรเปลี่ยนของสภาพภูมิศาสตร์แม่น้ำอาจเปลี่ยนทางเดินเช่นในเมืองอู่ทองหรือทะเลตื้นเขินกลายเป็นแผ่นดินงอกลึกออกไปในทะเลทำให้ตัวเมืองที่เคยตั้งอยู่ริมทะเลเช่นเมืองนครปฐมเดิมต้องร่นเข้าไปอยู่ในแผ่นดินเพราะมีหลักฐานว่าได้พบซากสมอเรือและเปลือกหอยทะเลมากมายที่บริเวณเมืองนครปฐมเก่าทำให้การคมนาคมติดต่อยากลำบากประการที่สองอาจเป็นเพราะอิทธิพลของขอมที่แผ่ขยายเข้ามาในพุทธศตวรรษที่ 16 ทั้งทางด้านการปกครองและวัฒนธรรมจนยากที่จะป้องกันได้

สาเหตุการล่มสลายของอาณาจักรทวารวดี
      สรุปได้  ๒  กรณี  ดังนี้
         ๑. แม่น้ำเปลี่ยนเส้นทางเดิน  ทำให้เมืองบางเมืองถูกทำลายลง
         ๒. ทวารวดีรุ่งเรืองตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒  และเสื่อมลงในพุทธศตวรรษที่ ๑๗  อันเป็นเวลาที่พวกขอมจากกัมพูชาแผ่อำนาจทางการเมืองเข้ามาปกครอง  (ศรีศักร  วัลลิโภดม  ๒๕๒๘ : คำนำเสนอ (ศรี) ทวารวดี)




แผนที่ ๒  แสดงที่ตั้งแหล่งทวารวดีในจังหวัดกาญจนบุรี

0

กระทู้

0

เพื่อน

3049

เครดิต

ศิษย์รุ่นใหญ่

Rank: 5Rank: 5

โพสต์เมื่อ 9-8-2011 11:06:31 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อนุโมทนาครับ  เป็นความรู้สำคัญทางประวัติศาสตร์ครับ ถ้ามีเรื่องราวดี ๆ ก็เอามาเผยแพร่อีกนะครับ ได้รับความรู้มากเลยคับ

4

กระทู้

45

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

ศิษย์ผู้พี่

Rank: 4

Medal No.1

โพสต์เมื่อ 16-8-2011 12:53:07 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอบคุณ สาระประโยชน์ดีดี ที่นำมาแบ่งปันกันครับ

254

กระทู้

23

เพื่อน

7404

เครดิต

ผู้นำกองทัพธรรม

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.1 Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.5

โพสต์เมื่อ 1-9-2011 20:41:27 |ดูโพสต์ทั้งหมด
:)

41

กระทู้

34

เพื่อน

2388

เครดิต

พระอาจารย์

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.1

โพสต์เมื่อ 2-9-2011 09:02:03 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เจริญพร ที่จันเสน  บริเวรวัดจันเสน ต.จันเสน อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ก็มีการค้นพบ ว่าเป็นเมืองโบราณทวารวดี มีการพบลูกปัด เครื่องใช้ดินเผา และโครงกระดู วัตถุโบราณหลายชิน ถูกเคลื่อนย้ายไปเก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ แต่หลวงพ่อโอด ก็ได้เก็บรักษาแล้วก็มีการสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นเป็นของที่จันเสนเอง

41

กระทู้

34

เพื่อน

2388

เครดิต

พระอาจารย์

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.1

โพสต์เมื่อ 2-9-2011 09:04:58 |ดูโพสต์ทั้งหมด
พิพิธภัณฑ์จันเสนตั้งอยู่ในวัดจันเสน  ต.จันเสน  อ.ตาคลีจ.นครสวรรค์ อยู่ห่างจากตัวจังหวัด ๑๐๐  กิโลเมตร  และอยู่ห่างจากตัวอำเภอ  30  กิโลเมตร
            พิพิธภัณฑ์จันเสน กำเนิดจากดำริของอดีตเจ้าอาวาสวัดจันเสน  พระครูนิสัยจริยคุณ(หลวงพ่อโอด)  ดำเนินการก่อสร้างและสืบสานปณิธานต่อโดยพระครูนิวิฐธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเจริญ) เจ้าอาวาสวัดจันเสน รูปปัจจุบัน
            พิพิธภัณฑ์จันเสน สำเร็จลุล่วงด้วยความร่วมมือจากประชาชนชาวจันเสน คณะศิษย์ผู้เลื่อมใสหลวงพ่อโอดและนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง  โดยใช้เงินทุนท้องถิ่น  สนับสนุนการดำเนินงาน   โดยไม่ต้องพึ่งพิงเงินทุนจากรัฐ

41

กระทู้

34

เพื่อน

2388

เครดิต

พระอาจารย์

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.1

โพสต์เมื่อ 2-9-2011 09:06:19 |ดูโพสต์ทั้งหมด
พิพิธภัณฑ์วัดจันเสนเป็น สถานที่จัดแสดงเรื่องราวของชุมชนชาวจันเสนเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของเยาวชน ประชาชนทั่วไป  และเสริมความรู้ตามหลักสูตรการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ วรรณคดี ตลอดจนสังคมศาสตร์ ของนักเรียน นักศึกษา ทุกระดับ โดยใช้สื่อทันสมัย สื่อปฏิสัมพันธ์ นอกจากนั้นทางพิพิธภัณฑ์ได้จัดให้นักเรียนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์เรื่องราวที่เกี่ยวกับชุมชนจันเสน  โดยยุวมัคคุเทศก์ จะบรรยาย เป็นภาษาไทย และภาษาอังกฤษ   การจัดแสดงมีหลายส่วน อาทิ  เช่น หุ่นจำลองโบราณวัตถุก่อนยุคประวัติศาสตร์ สมัยทวารวดี และวิถีการดำรงชีวิตของชุมชน และภาพจิตรกรรมฝาผนัง  เป็นต้น
                 ห้องจัดแสดงของพิพิธภัณฑ์ มีเนื้อที่จัดแสดงประมาณ    ตารางเมตร    แบ่งการจัดแสดงเป็น ๔ เรื่อง (ส่วน) คือ ความเป็นมาของชุมชนก่อนประวัติศาสตร์  สมัยทวารวดี   ภูมิปัญญาพื้นบ้าน และประวัติ ผลงานของพระครูนิสัยจริยคุณ ที่ประกอบไปด้วยสถาปัตยกรรม ศิลปกรรม การร่วมมือของชุมชน พิพิธภัณฑ์เป็นแหล่งให้ความรู้สำหรับเยาวชนในชุมชน เยาวชนนอกชุมชน  นักศึกษา  นักศึกษามหาบัณฑิต  นักศึกษาดุษฎีบัณฑิต และ ประชาชน     

41

กระทู้

34

เพื่อน

2388

เครดิต

พระอาจารย์

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.1

โพสต์เมื่อ 2-9-2011 09:07:32 |ดูโพสต์ทั้งหมด
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์อย่าง
เป็นทางการ เมื่อวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๒  และปัจจุบันพิพิธภัณฑ์วัดจันเสนเปิดบริการเป็นแหล่งการ
เรียนรู้เชื่อมโยงกับสถานศึกษา และมีบทบาทสำรองการศึกษา ทั้งในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรียน และการศึกษาตามอัธยาศัย

41

กระทู้

34

เพื่อน

2388

เครดิต

พระอาจารย์

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.1

โพสต์เมื่อ 2-9-2011 09:08:48 |ดูโพสต์ทั้งหมด
การจัดแสดงได้แบ่งเนื้อหาไว้  ๔ ส่วน  ดังนี้

ส่วนที่ ๑  จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์  ประเภท  ภาชนะดินเผา เครื่องมือเครื่องใช้โลหะ
              เครื่องประดับหิน กระดูก งาช้าง โครงกระดูกคน แวดินเผา

41

กระทู้

34

เพื่อน

2388

เครดิต

พระอาจารย์

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.1

โพสต์เมื่อ 2-9-2011 09:09:27 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ส่วนที่ ๒  จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยทวารวดี  ประเภท ตุ๊กตาเสียกระบาล แวดินเผา ท้าวกุเวร เหรียญโลหะ ตราประดับดินเผา หวีงาช้าง ระฆังหิน เครื่องบดยา ตะครัน ภาพจิตรกรรมฝาหนัง  เป็นต้น

41

กระทู้

34

เพื่อน

2388

เครดิต

พระอาจารย์

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.1

โพสต์เมื่อ 2-9-2011 09:11:00 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ส่วนที่ ๓  จัดแสดงภูมิปัญญาพื้นบ้าน ประเภท  เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของชาวชุมชนจันเสนของ
คุณตาขุน  ด้วงเงิน และได้จากการบริจาค

41

กระทู้

34

เพื่อน

2388

เครดิต

พระอาจารย์

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.1

โพสต์เมื่อ 2-9-2011 09:17:33 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ตั้งอยู่หมู่ที่ 2 ตำบลจันเสน สันนิษฐานว่าอยู่ในสมัยทวารวดี บริเวณเมืองโบราณมีคูเมืองเป็นเนินดินโดยรอบ เป็นรูปสี่เหลี่ยม แต่มุมทั้งสี่เป็นรูปมนจนเกือบเป็นวงกลม ล้อมรอบด้วยคูเมืองซึ่งกว้างประมาณ 20 เมตร ปัจจุบันยังมีสภาพเป็นที่ลุ่มน้ำขัง แต่ยังเป็นร่องรอยพอมองเห็นเค้าคูเมืองได้อย่างชัดเจน มีความยาวประมาณ 800 เมตร กว้าง 700 เมตร คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 300 ไร่เศษ เนื่องจากบริเวณภายในคูเมืองดังกล่าวมีลักษณะเป็นเนินสูงกว่าพื้นที่รอบนอกคูเมือง ชาวบ้านเรียกว่า “โคกจันเสน”
           ในบริเวณเมืองโบราณได้ขุดพบโบราณวัตถุหลายอย่าง ประเภทที่ทำด้วยเศษดินเผา อาทิ พระพิมพ์ต่าง ๆ ตุ๊กตา ตะเกียง ประเภทที่ทำด้วยหิน ได้แก่ ฐานบัว  ธรรมจักร  ขวานหินขัดที่ทำด้วยโลหะ   มีตุ้มหูทำด้วยตะกั่วหรือดีบุก ใบหอกที่ทำด้วยสำริด  ปัจจุบันโบราณวัตถุดังกล่าวเก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑ์จันเสน  ซึ่งตั้งอยู่ในวัดจันเสน เริ่มก่อสร้างโดยพระครูนิสัยจริยคุณ หรือที่ชาวยบ้านเรียกว่า "หลวงพ่อโอด" ได้มีดำริที่จะสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ขึ้นเพื่อให้เป็นศูนย์กลางชุมชน ภายในจัดให้มีส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อใช้แสดงเรื่องราวของจันเสนในอดีต พร้อมกันไปด้วยพระครูนิวิฐธรรมขันธ์หรือหลวงพ่อเจริญ เจ้าอาวาสรูปต่อมาเป็นกำลังสำคัญที่สานต่องานพิพิธภัณฑ์จนเสร็จสมบูรณ์โดยงบประมาณในการก่อสร้างนั้นได้มาจากแรงศรัทธาของประชาชน

41

กระทู้

34

เพื่อน

2388

เครดิต

พระอาจารย์

Rank: 7Rank: 7Rank: 7

Medal No.2 Medal No.3 Medal No.4 Medal No.1

โพสต์เมื่อ 2-9-2011 09:18:23 |ดูโพสต์ทั้งหมด
จันเสนเมืองโบราณ หลวงพ่อโอด อดีตเจ้าอาวาสวัดจันเสน ซึ่งท่านมรณภาพไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 ท่านเป็นผู้มุ่งมั่นที่จะสร้างมณฑปเจดีย์ขึ้น โดยมีความมุ่งหมายว่า
          1. ส่วนยอดของมณฑปเจดีย์จะบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
          2. องค์เรือนธาตุประดิษฐาน "หลวงพ่อนาค" พระพุทธรูปปางนาคปรกที่นำมาจากเมืองลพบุรี เพื่อให้เป็นพระพุทธรูปสำคัญของชุมชน
          3. อาคารส่วนฐานของพระมหาเจดีย์ เป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นของท่าน และเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองจันเสน
          พระมหาธาตุเจดีย์จันเสน อยู่ในห้องชั้นฐานของพระมหาธาตุเจดีย์ การออกแบบได้ใช้ลักษณะของสถูปในสมัยทวารวดีเป็นพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบ ใช้รายละเอียดของลวดลายทางสถาปัตยกรรมในสมัยทวารวดี ซึ่งมีคำจารึกที่ฐานพระมหาธาตุเจดีย์ศรีจันสน ให้ผู้สนใจได้อ่านประวัติความเป็นมาด้วย พิพิธภัณฑ์นี้ เปิดให้เข้าชมในวันเสาร์-อาทิตย์  ผู้ที่ต้องการเข้าชมในวันธรรมดา สามารถติดต่อทางวัดให้เปิดเข้าชมได้ มีเยาวชนอาสาสมัครจากโรงเรียนวัดจันเสน และโรงเรียนจันเสนเอ็งสุวรรณอนุสรณ์ บริการนำเที่ยวภายในบริเวณเมือง และนำชมภายในพิพิธภัณฑ์ด้วย สอบถามรายละเอียดโทร. 0 5633 9115-6
           นอกจากนี้ในวัดยังมีการรวมกลุ่มของสตรีบ้านจันเสนเพื่อทอผ้าด้วยกี่กระตุก และจัดตั้งเป็นศูนย์จำหน่ายภายในวัดด้วย ผ้าทอส่วนใหญ่เป็นผ้าฝ้าย ผ้าทอมัดหมี่จันเสน และผ้ามัดย้อม
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

รูปแบบข้อความล้วน|กายสิทธิ์ Free counter and web stats Display Pagerank

eXTReMe Tracker

GMT+7, 20-4-2014 02:58 , Processed in 0.131772 second(s), 21 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Release 20120901

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน